Archive for January, 2012

สูตรดีท็อกซ์จากแอปเปิ้ล ทำง่าย สบายกระเป๋า

แอปเปิ้ล

การทำดีท็อกซ์มีตั้งแต่การสวนล้างลำไส้ แต่สำหรับคนที่คิดว่าขั้นตอนเช่นนี้ยุ่งยากและน่ากลัว ก็สามารถทำดีท็อกซ์ได้ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย ซึ่งมีสูตรอาหารเพื่อการดีท็อกซ์อยู่จำนวนไม่น้อย และวันนี้กระปุกดอทคอมก็ได้นำสูตรการกินเพื่อดีท็อกซ์มาฝากกันอีกหนึ่งสูตร ซึ่งเป็นสูตรที่ทำได้แสนง่าย แถมราคาเบา ๆ สบายกระเป๋า เพราะอาศัยแค่ผลไม้ยอดฮิตอย่าง “แอปเปิ้ล” เท่านั้นเองค่ะ

สูตรการทำดีท็อกซ์ด้วยแอปเปิ้ล ไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงคุณทดแทนอาหารทุกมื้อด้วยแอปเปิ้ลเป็นเวลา 3 วัน และจำนวนแอปเปิ้ลที่ทานในช่วงเวลานี้ก็อยู่ที่ราว ๆ 24 ลูก หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความหิวของคุณในแต่ละมื้อนั่นเอง ซึ่งคุณสามารถใช้แอปเปิ้ลพันธุ์ใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นกาล่า กรีนสมิธ หรือว่าแมคอินทอช โดยสามารถเพิ่มส่วนผสมอย่างน้ำแอปเปิ้ล 100% หรือแอปเปิ้ลไซเดอร์ลงไปด้วยก็ได้

แอปเปิ้ล

นอกจากนี้ยังต้องไม่ละเลยการดื่มน้ำให้เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ และน้ำที่ดื่มก็ควรเป็นน้ำอุ่น อันจะช่วยให้กระบวนการย่อยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสารเพ็คตินในแอปเปิ้ลจะช่วยดึงสารพิษที่ตกค้างในลำไส้ให้ออกมาจากร่างกายผ่านการขับถ่ายในแต่ละวัน และในวันสุดท้ายของการทำดีท็อกซ์ ให้ปิดท้ายด้วยการทานน้ำมันมะกอกชนิดเอ็กซ์ตราเวอร์จิ้น ปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ โดยสามารถผสมกับน้ำองุ่นหรือน้ำส้มเพื่อให้ดื่มง่ายขึ้นก็ได้ค่ะ

ในช่วงเวลาระหว่างนี้จนครบ 3 วัน ร่างกายก็จะค่อย ๆ ขับถ่ายของเสียที่สะสมไว้ออกมา ช่วยให้คุณรู้สึกโล่งและสบายตัว นับเป็นการดีท็อกซ์แบบง่าย ๆ และสบายกระเป๋า ที่เห็นผลดีอีกหนึ่งสูตรเลยล่ะค่ะ

12 เรื่องอยู่ให้ห่าง หากรักสุขภาพ

เรื่องใกล้ตัวที่เราปฏิบัติกันอยู่ในชีวิตประจำวัน เราอาจกำลังทำร้ายร่างกายตัวเราเองอยู่ก็ได้

       1. ดื่มกาเฟอีนมากเกินไป
          ชาหรือกาแฟสักแก้วไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าถึงขนาดกลายเป็นลูกค้าประจำของร้านกาแฟ คุณอาจดื่มมากเกินไปแล้ว กาเฟอีนที่มากเกินไปจะกระตุ้นต่อมอะดรีนัลให้อยู่ในสภาวะเปิดสวิตช์ตลอดเวลา ทำให้คุณรู้สึกกระสับกระส่าย อาจนอนไม่หลับ ปวดศีรษะ และปวดท้อง แถมกาแฟยังอาจมีแคลอรีสูงด้วยนะถ้าคุณใส่นมมากเกินไป

      2. ไปฟิตเนส แต่ปกติยังเอื่อยเฉื่อย
        ก็ดีอยู่หรอกนะที่คุณออกกำลังสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง แต่โดยรวมแล้วลองเทียบกับเวลาทั้งหมด 168 ชั่วโมงสิ! เรื่องน่าสนใจอยู่ที่ครั้งหนึ่ง University of Maastricht เคยมีการศึกษา ซึ่งพบว่าคนที่เข้าฟิตเนสเบิร์นแคลอรีน้อยกว่าคนที่มีไลฟ์สไตล์กระฉับกระเฉงอีกนะ

      3. ชอบกินข้าวนอกบ้าน
เพราะการกินข้าวตามร้านอาหารมักจะมีปริมาณที่มากเกินพอดี สารอาหารมักจะไม่ได้ตามสัดส่วน และเครื่องปรุงที่ใช้มักไม่ดีต่อสุขภาพนัก

      4. ดื่มหนัก
          จริงอยู่ที่มีไกด์ไลน์ว่าดื่มวันละหนึ่งดริ๊งก์ดีต่อหัวใจ แต่คนส่วนใหญ่มักจะไม่ดื่มในวันปกติ และเอาจำนวนดริ๊งก์ไปทบกันในวันหยุด นี่จะทำให้ตับของเราอยู่ในภาวะเครียด เพราะมันสามารถเผาผลาญแอลกอฮอล์ได้เพียงหนึ่งหน่วยต่อชั่วโมงเท่านั้น ในระยะยาวก็อาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดในสมองแตก มะเร็งบางชนิด และสุขภาพกระดูก ก็จะย่ำแย่ลงด้วย

      5. สูบบุหรี่เพื่อเข้าสังคม
          คุณอาจคิดว่าบุหรี่ตัวเดียวในยามเข้าสังคมไม่เป็นอะไร แต่คุณกำลังเสี่ยงเสพติดนิโคติน ซึ่งจะใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้นในการเข้าไปยังสมองของคุณ แต่ผลของมัน เช่น เพิ่มการทำงานของระบบประสาท เร่งอัตราชีพจร เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด และทำให้หลอดเลือดแคบลง ทั้งหมดนี้อาจอยู่ได้นานถึงหนึ่งวัน

      6. ใช้ขวดพลาสติกใส่น้ำซ้ำ ๆ
         การดื่มน้ำเป็นเรื่องที่ดี แต่การใช้ขวดพลาสติกซ้ำ ๆ ไม่ฉลาดเสียเลย ในขณะที่ยังมีข้อสงสัยกันอยู่ว่าอาจมีสารเคมีละลายออกมาจากขวด PET หรือไม่ ทาง University of Calgary ก็เคยพบว่ามีแบคทีเรียอยู่ในตัวอย่างน้ำจากขวดที่เคยใช้แล้วของนักศึกษา ถ้าคุณคิดจะนำขวดมาใช้จริง ๆ ก็ล้างโดยใช้น้ำสบู่และทำให้แห้งสนิทก่อนดีกว่า

      7. ไม่ยอมตรวจตัวเอง
         สำหรับสาว ๆ ก็คือไม่ตรวจคลำเต้านม ส่วนหนุ่ม ๆ ก็คือไม่คลำอัณฑะ ทั้งที่กิจวัตรง่าย ๆ เหล่านี้อาจจะช่วยชีวิตคุณได้ เพียงแค่ใช้มือวนเบา ๆ เป็นวงกลมที่หน้าอกแต่ละข้างหาสิ่งผิดปกติตั้งแต่บริเวณใต้รักแร้จนถึงหน้าอกทั้งหมด และยืนเท้าสะเอวมองในกระจก เพื่อดูว่าร่างกายสมมาตรกันรึเปล่า จำไว้ว่าหากเราพบมะเร็งตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็อาจรักษาได้

      8. สะสมความเครียด
         เพราะความเครียดนั้นมีความเกี่ยวพันกับโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เช่นเดียว กับภูมิคุ้มกันที่ตกต่ำ และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เคยมีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยรัฐโอไฮโอพบว่า คนที่เครียดจากการแต่งงาน แผลจะหายช้ากว่าคนที่ความสุขถึง 60%

      9. คิดว่า “ไขมันต่ำ” แปลว่า “แคลอรีต่ำ”
         “ไขมันต่ำ” ไม่ได้แปลว่า “ไขมันน้อย” เพียงแต่ว่าไขมันในอาหารนั้นน้อยกว่าเวอร์ชั่นปกติเท่านั้นล่ะ สมมติว่าเดิมทีมีไขมันอยู่ 20 กรัม พอลดลงมาก็เหลือ 15 กรัม (ก็ไม่ได้น้อยเท่าไหร่นะ) อีกประการหนึ่งก็คือ รสชาติที่เสียไปมักจะถูกแทนที่ด้วยน้ำตาล และแคลอรีก็ยังสูงอยู่ดี

      10. โต๊ะทำงานไม่เหมาะสม
          ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ไม่ได้ความสูง หน้าจอคอมพิวเตอร์กะพริบ หรือโต๊ะ ทำให้กระดูกสันหลังและคอของคุณต้องบิดอยู่ตลอดเวลา ระดับสายตาของคุณควรอยู่ที่จุดของจอคอมพิวเตอร์ ส่วนเท้าวางราบกับพื้น และแขนทำมุมโดยมีโต๊ะรองรับไว้

          11.มีเซ็กซ์ที่ไม่ได้ป้องกัน ดูเหมือนว่าคนเรามีคู่นอนหลายคนมากขึ้น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จึงแพร่ระบาดหนัก ไม่ว่าจะเป็นหนองในแท้หรือเทียม ซิฟิลิส เช่นเดียวกับโรคเอดส์ ทั้งที่ทางป้องกันนั้นง่ายแสนง่าย ก็คือการใส่ถุงยางอนามัยยังไงล่ะ 12.ไม่อ่านฉลาก ฉลากข้างผลิตภัณฑ์อาหารจะบอกแคลอรี ปริมาณไขมัน ปริมาณโซเดียม เครื่องปรุง และส่วนผสม การซื้อของเพียงแค่มันติดป้ายว่า “ทำจากธรรมชาติ” หรือ “ช่วยลดคอเลสเตอรอล” ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย

ช่วยด้วยตะคริวกิน

   การเป็นตะคริวไม่มีอันตรายถึงชีวิต เว้นแต่เป็นตะคริวระหว่างว่ายน้ำ หรือขับรถ แต่ทางที่ดีควรรู้จักและรู้วิธีป้องกันไว้เพื่อความปลอดภัย

 นานาสาเหตุของตะคริว

สาเหตุการเกิดตะคริวยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าเมื่อร่างกายขาดน้ำ หรือออกแรงมากเกินไป ก็มักจะเกิดตะคริว เพราะทำให้เกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ ส่งผลให้เซลล์ทำงานผิดปกติตามไปด้วย โดยการปรวนแปรของเกลือแร่เกิดขึ้นได้เพราะร่างกายมีปริมาณเกลือแร่น้อยเกินไปหรือมากเกินไป ซึ่งเกลือแร่ที่ส่งผลต่อการเป็นตะคริวก็ได้แก่ โซเดียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม

รวมถึงยังพบว่า การไม่ขยับเขยื้อนร่างกายเป็นเวลานานๆ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งอยู่กับที่ หรือการนอนอยู่บนเตียง ก็ทำให้เป็นตะคริวได้เช่นกัน

นอกจากนี้โรคบางอย่างก็อาจทำให้เป็นตะคริวได้ เช่น เบาหวาน พาร์กินสัน ไทรอยด์ ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ โลหิตจาง โรคในระบบต่อมไร้ท่อ และยาบางชนิด ยกตัวอย่างเช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดไขมันในเลือด ยาลดความดันโลหิตบางชนิด เป็นต้น

 ตะคริวที่มักพบในผู้สูงอายุ

หลักๆ จะมีด้วยกัน 3 ชนิด ได้แก่

          ตะคริวขา
         ซึ่งเป็นตะคริวที่เกิดขึ้นบ่อยๆ โดยยังไม่รู้สาเหตุแน่ชัด แต่พบว่ากล้ามเนื้อบริเวณลำขามีการหดตัวอย่างแรงและทันที มักเป็นช่วงสั้นๆ คือไม่ถึง 1 นาทีอาการก็หายไป ยกเว้นบางทีที่อาจจะเป็นอยู่หลายนาทีได้เหมือนกัน ตะคริวขามักเกิดระหว่างการออกกำลังกายทั่วๆ ไป ซึ่งผู้ที่มีน้ำหนักมากยิ่งมีโอกาสการเป็นตะคริวขาสูง

         ตะคริวแดด
         มักเกิดกับผู้ที่เสียเหงื่อมากๆ เช่น ผู้ที่อยู่ท่ามกลางอากาศร้อน (มักเป็นในช่วง 2-3 วันแรก สำหรับผู้ที่เริ่มทำงานกลางแจ้ง โดยไม่เคยทำมาก่อน) หรือผู้ที่ออกกำลังกายหนักๆ โดยอาจเกิดขึ้นในระหว่างออกกำลังกาย หรือหลังจากออกกำลังกายเสร็จแล้ว 2-3 ชั่วโมงก็ได้ ตะคริวมักเกิดบริเวณน่อง ต้นขา และไหล่ สามารถป้องกันได้โดยการได้รับเกลือแร่ที่เพียงพอ จากอาหารหรือน้ำดื่มเกลือ แต่ไม่ควรรับประทานเกลืออัดเม็ด เพราะอาจระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน

          ตะคริวกลางคืน
          แน่นอนว่ามักเกิดขึ้นในเวลากลางคืนขณะนอนหลับ โดยมีโอกาสเกิดขึ้นบริเวณหลังเท้าได้ด้วย อาการตะคริวจะกินเวลา 2-3 วินาที แต่บางรายอาจกินเวลานานกว่านั้น เช่น เป็นนานถึง 10 นาที ซึ่งในกรณีนี้จะมีอาการปวดด้วย ส่วนสาเหตุก็ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าการใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป การยืนหรือนั่งนานๆ ภาวะร่างกายขาดน้ำ รวมถึงการวางขาที่ไม่เหมาะสมระหว่างนั่งก็ทำให้เกิดตะคริวขาระหว่างนอนได้ นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน พาร์กินสัน ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โลหิตจาง ไทรอยด์ โรคเกี่ยวกับระบบต่อมไร้ท่อ ก็อาจทำให้เป็นตะคริวขาตอนกลางคืนได้เช่นกัน แต่พบน้อย โดยอาการจะดีขึ้นหากได้เดินหรือเคลื่อนไหว

 10 วิธีป้องกันตะคริว

ผู้สูงอายุสามารถป้องกันตะคริวไม่ให้เกิดขึ้นได้ ดังนี้

 1. ดื่มน้ำ 6-8 แก้วทุกวัน เพื่อป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำ ซึ่งนำไปสู่การเป็นตะคริว
 2. ยืด เหยียดขาระหว่างวัน และเวลากลางคืน
 3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะตะคริวมักเกิดกับผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายและผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ โดยอาจออกกำลังกายเบาๆ ที่ได้ขยับขาประมาณ 2-3 นาทีก่อนนอน เช่น การปั่นจักรยาน
 4. เวลาห่มผ้าอย่าให้ผ้าตึงเกินไป ควรห่มแบบหลวมๆ ไว้ ผ้าห่มจะได้ไม่ไปกดขาและเท้า ซึ่งส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงขาไม่สะดวก
 5. ระหว่างออกกำลังกายควรดื่มน้ำและเกลือแร่ทดแทนให้เพียงพอ
 6. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ
 7. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เช่น ปลา เต้าหู้ หรืออาหารที่มีแมกนีเซียม เป็นต้น
 8. ฝึกยืดกล้ามเนื้อบ่อยๆ เช่น หากต้องการป้องกันตะคริวที่น่องให้กระดกเท้าขึ้นลง หรือเอาปลายนิ้วมือแตะปลายเท้า
 9. หลีกเลี่ยงอากาศเย็น เพราะจะยิ่งทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง
 10. สวมรองเท้าที่เหมาะสมและอาจใส่ถุงเท้าตอนนอนเพื่อป้องกันการเกร็งเท้า

 ทำอย่างไรเมื่อตะคริวมาเยือน

เมื่อเป็นตะคริวแล้ว วิธีปัดเป่าให้ตะคริวหายไปอาจทำได้โดย

 1. เดินหรือขยับขา
 2. เหยียดขาไปตรงๆ และกระดกเท้าให้ปลายเท้าหันเข้าหาลำตัว ห้ามกระตุกหรือกระชากอย่างรุนแรงและเร็ว เพราะกล้ามเนื้ออาจจะฉีกขาดได้หรือทำให้เจ็บ หรืออาจจะดึงนิ้วเท้าเข้าหาลำตัว (คล้ายการหักนิ้ว) โดยอาจจะทำจนกระทั่งตะคริวหายไป
 3. อาบน้ำอุ่น ซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว

ท่าออกกำลังกายคลายตะคริว

        ท่าออกกำลังกายไม้ตายที่จะช่วยบำบัดตะคริวกินขาตอนกลางคืน สามารถทำได้ที่บ้านทุกวัน โดยมีวิธีการ ง่ายๆ ดังนี้
 1. เริ่มจากให้ยืนห่างจากฝาผนัง โดยให้ฝ่ามือสามารถแตะผนังได้อย่างสุดแขน
 2. ระหว่างที่ยืน เอาฝ่ามือแปะลงบนผนัง จากนั้นค่อยๆ เคลื่อนฝ่ามือทั้งสองข้างไต่ผนังให้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าน่องและแขนตึง จากนั้นค้างไว้ 30 วินาที
 3. ทำซ้ำประมาณ 2-3 ครั้ง 

5 อาการ(โรค) สุดอายที่หญิงไม่อยากเป็น!

        อาการ5อย่างที่ผู้หญิงถ้าเป็นแล้วจะอายมาก แต่ไม่ต้องกังวล มีวีธีป้องกันได้

   1. เชื้อราในช่องคลอด

ตรวจภายในกับสูตินรีแพทย์ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเหมือนไปหาแพทย์ผิวหนังเพื่อรักษาสิว และยังมีอาการคันแปลกๆที่ถ้าใครรู้จะคิดว่าเราเป็นผู้หญิงไม่รักษาความสะอาดหรือเปล่า?

    ไม่ต้องอาย : คุณมีเพื่อน!!ผู้หญิงไทย 1 ใน 10 คน รู้รสอาการคันนี้มาแล้ว และคนที่มีโอกาสเป็นมากคือ คนที่รักษาความสะอาดมากที่สุด (พอๆกับคนที่สกปรกที่สุด)

    อาการ :”คัน” คืออาการแรกที่รู้สึกได้และจะรู้สึกมากขึ้น บ่อยขึ้น ไม่เลือกเวลา จนทนไม่ไหวต้องไปหาหมอ มีตกขาวเหมือนผงแป้งในช่องคลอด หรือปากช่องคลอด ฉี่แสบขัด ช่องคลอดแดง แสบและแห้ง

ต้นเหตุของอาการ ”จิมมี่รา”มาจากเชื้อราแถวจุดซ่อนเร้ ที่ชอบความอับชื้น ถ้ายิ่งรัด ยิ่งอับ เชื้อราจะมาได้ง่าย แต่ถ้าสะอาดเกินไปล้างทุกครั้งใช้น้ำยาทำความสะอาด”น้องสาว”ตลอดเวลา เชื้อโรคดีดีในช่องคลอดก็ถูกทำลาย ไม่มีอาวุธต่อสู้กับเชื้อรา ก็เป็นได้เหมือนกัน

    ดูแลตัวเอง

     Don’t
    1.หมกชุดชั้นในนานแล้วค่อยซักครั้งหนึ่ง เชื้อราจะเกิดได้ง่ายเพราะชื้นและอาจมีคราบแป้งตกขาวติดอยู่ที่ชั้นใน
2.นุ่งกางเกงรัดๆหรือนุ่งสเตย์รัดๆ
3.ตากชั้นใน ผ้าเช็ดตัวในห้องน้ำ
4.ใช้สายฉีดน้ำชำระล้างจุดซ่อนเร้น
5.กินยาฆ่าเชื้อหรือแก้อักเสบบ่อยๆ

    Dos
   1. ถ้าเริ่มรู้สึกคันๆ ผิดปกติ ให้ทานโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวให้มากๆเข้าไว้ “แลคดตบาซิลลัส” ช่วยคุณได้
2. พักผ่อนให้พอ ไม่เครียด ทำร่างกายให้แข็งแรง จะได้มีภูมิต้านทานอยู่เสมอ
3. ทำความสะอาด “น้องสาว” ด้วยน้ำสะอาด และเช็ดให้แห้งก็พอ
4. ใส่ชั้นในเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
บางวันอาจจะใส่เป็นสลิปหรือซับในที่เป็นกางเกงแทนบิกินี หรือกางเกงในบ้าง

     S.O.S.  ถ้าเป็นผื่นแดงๆหรือเป็นขุย ตามง่ามขาหรือขาหนีบ ให้ใช้ครีมที่รักษาเชื้อรา เช่น คาเนสเทนทาวันละ 1-2 ครั้ง (ใช้ทาเฉพาะภายนอก) แต่ถ้าคันในช่องคลอดหนักมาก ต้องใช้ยาเหน็บช่องคลอด เช่น คาเนสเทน วีอาร์ ซึ่งควรให้แพทย์สั่ง เพื่อการรักษาที่ได้ผลเต็มที่และไม่ดื้อยา

   2. เริม   

“ไปทำอะไรมาล่ะ?” นี่คือความคิดของคนอื่นเมื่อรู้ว่าเราเป็นเริม เพราะแค่จามหรือหายใจรดกัน คงไม่ทำให้เป็นเริมได้ เป็นเริมในร่มผ้ายังพอปิดกันได้ แต่เวลาที่เป็นเริมที่ริมฝีปาก จะหลบหน้าใครเขาได้

   ไม่ต้องอาย : เริมเป็นโรคติดต่อทางผิวหนัง เกิดจากเชื้อไวรัส อาจติดมาจากใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกันก็ได้ และเริมที่ปากกับอวัยวะเพศมาจากเชื้อคนละตัวกัน (แต่เดี๋ยวนี้เริ่มมาจากเชื้อตัวเดียวกัน เมื่อปากทำงานต่ำลง) สาวโสดก็เป็นได้ ถ้าเริ่มจากเป็นเริมที่ปากแล้วเผลอเอามือไปจับ แล้วไปเกาถึงข้างล่าง

อาการ : มีตุ่มน้ำใสๆ 2-3 ตุ่มขึ้นรวมกันเป็นกระจุก เจ็บๆคันๆ ถ้าตุ่มแตกจะปวดแสบปวดร้อน เป็นครั้งแรกอาจจะมีไข้ผสมด้วย “เริมเป็นแล้วไม่หายขาด จะกลับมาเมื่อร่างกายอ่อนแอ”

     ดูแลตัวเอง
    Dos

1. อย่าเครียด รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
2. นอนหลับพักผ่อนให้พอ โอกาสติดเชื้อไว้รัสจะน้อยลง
3. ใส่เสื้อผ้าโปร่งสบาย เริมชอบความอับชื้นและร้อน เพราะไวรัสเติบโตได้ง่าย
4. ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
5. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเซ็กซ์

  Don’t
    1. หยุดดื่มเหล้า เบียร์ สำหรับคนที่เคยเป็นแล้ว ถ้าดื่มหนักมากไป เริมจะกลับมาเยี่ยมอีก
2. ใช้เสื้อผ้า ใช้แก้วน้ำร่วมกับคนอื่น

      S.O.S.  รักษาตามอาการ เช่นถ้าปวด ก็กินยาแก้ปวด และกินยาป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย
ถ้าใครปวดมากๆแนะนำให้นั่งแช่น้ำอุ่นในกะละมัง ครั้งละ 10-15 นาที วันละ 2-3 ครั้ง หรือทายากลุ่ม acyclovir Zovirax, Vilerm เป็นต้น ส่วนยากินเหมาะกับคนที่เป็นซ้ำบ่อยๆ คือ Zovirax หรือ Valtrex ควรให้แพทย์เฉพาะทางเป็นคนจ่ายยา

   3. ริดสีดวง

ถ้าไม่เป็นจะไม่เข้าใจคำว่า “ลมมันเย็น” ได้เลย ถ้าเทียบความอายแล้วอาจจะน้อยกว่าเจ็บ เพราะเวลาที่ความเจ็บมากขึ้น ความอายจะเท่ากับศูนย์

    ไม่ต้องอาย :เชื่อหรือไม่? ทุกคนมีสิทธิ์เป็นได้ทั้งนั้นเพราะทุกคนมีเนื้อเยื่อริดสีดวง!!

  อาการ :บางคนถ่ายออกมาเป็นเลือดสดหลังถ่ายหนัก บางคนเลือดไม่ออก แต่นั่งไม่ลงเพราะมี “หัวริดสีดวง” ยื่นออกมาข้างนอก (ริดสีดวงภายนอก)หรือบางคนอาจจะเจ็บอยู่ข้างใน (ริดสีดวงภายใน) ซึ่งเกิดจากความดันในหลอดเลือดดำบริเวณประตูหลังเพิ่มมากขึ้นจนโป่งพอง กลายออกมาเป็น “หัวริดสีดวง” อาจจะมาจากท้องผูก ถ่ายท้องบ่อย (ทำให้ต้องเบ่งบ่อยๆ)นั่งถ่าย และถ้าหนักมากขึ้นผนังหลอดเลือดจะแตกปริ ทำให้เกิดแผลและเลือดออกและอาจจะหายหลับเป็นปกติได้เมื่อหายอักเสบแล้ว

    ดูแลตัวเอง
    Dos
    1. ทานผัก ผลไม้และดื่มน้ำเยอะๆ ป้องกันท้องผูก
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลำไส้จะทำงานได้ดีขึ้น

Don’t
1. อย่านั่งนานๆ ยืนนานๆ
2. ใส่กางเกงหรือกางเกงชั้นในรัดเกินไป

      S.O.S. นั่งแช่น้ำอุ่นวันละ 5-10 นาที วันละ 2-3 ครั้งจะช่วยลดความเจ็บปวดและช่วยให้หัวริดสีดวงยุบลงได้ จากนั้นไปซื้อยาทา เช่น Protosedyl หรือ Anusal ประมาณ 7-10 วัน จะช่วยให้ยุบลงและถ้าไปหาหมออาจจะสั่งให้กินยาให้หลอดเลือดแข็งแรงร่วมด้วย เช่น Daflon

   4. ปากเหม็น..เท้าเหม็น..มีกลิ่นตัว   

สิ่งที่ลำบากที่สุดเมื่อตกอยู่ในอาการนี้คือ แค่นั่งเฉยๆ กลิ่นก็ยังฟ้อง หน้าตาสวยแค่ไหน ก็กลบกลิ่นไม่ได้

   ไม่ต้องอาย : ยอมรับความจริงแล้วเริ่มต้นรักษาดีกว่า

อาการ : กลิ่นปากอาจจะเกิดฟันผุ ต่อมทอนซินอักเสบ กลิ่นตัวมาจากต่อมเหงื่อทำงานมากผิดปกติ ทำให้มีแบคทีเรียสะสม จนมีกลิ่นออกมา คนที่กลิ่นเท้าแรงๆอาจจะมีแบคทีเรียอยู่ตามง่ามนิ้วเท้าหรือฝ่าเท้าได้

    ดูแลตัวเอง
    Dos
    กลิ่นปาก
    1. พกน้ำยาบ้วนปากเป็นประจำ แปรงฟันบ่อยๆและตรวจฟันสม่ำเสมอ
2. เลี่ยงอาหารที่มีรสจัด กลิ่นแรง

กลิ่นตัว
    1. อาบน้ำฟอกสบู่ที่ผสมตัวยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น สบู่ผสมเฮกซ่าคลอโรฟิน หรือ ผสมเฮกคลอเฮกซีติน
2. ใส่เสื้อผ้าบางๆโปร่งๆ ไม่ใส่เสื้อผ้าซ้ำ

  กลิ่นเท้า
    1. ทำความสะอาดรองเท้าบ่อยๆ ใช้แผ่นรองระบายอากาศในรองเท้า เอารองเท้าไปตากแดด
2. เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน และรอให้เท้าแห้งก่อนใส่ถุงเท้า
3. ใส่รองเท้าให้ถูกขนาด ป้องกันเล็บขบ
4. ขัดเท้า ตัดเล็บให้สะอาดอยู่เสมอ (ไม่ปล่อยให้มีขี้เล็บติดค้างอยู่ในเล็บ)
5. ใช้สเปรย์ดับกลิ่น หรือแป้งลดเหงื่อเท้า
6. ลองใช้ยาที่รักษาสิว พวกเบนซอย เพอริออกไซด์ มาทาที่ฝ่าเท้าดู จะช่วยลดแบคทีเรีย

   5. นอนกรน   

อาการนี้จะลดระดับความอายลงไปเรื่อยๆถ้าได้อยู่กับคนสนิท หรือแทบเป็นศูนย์เมื่อนอนคนเดียว แต่ลองคิดถึงคืนแรกที่คุณต้องนอนร่วมเตียงกับผู้ชายในฝันที่อยากฝากชีวิตไว้กับเขาตลอดไปสิ เช้าวันต่อมาจะเป็นอย่างไร..และที่ร้ายที่สุด เวลานั้นมันบังคับตัวเองไม่ได้จริงๆ

    ไม่ต้องอาย : ความลับนี้จะรู้เฉพาะคนที่นอนกับเราเท่านั้นล่ะ

    อาการ : เสียงหายใจดังๆ เวลาหลับ ทำให้ผู้หญิงหน้าตาสวยงาม สามารถกลายเป็นหัวจักรรถไฟหรือโรงสีข้าวได้เพียงเธอหลับตา

  ดูแลตัวเอง
    Dos
    1. นอนตะแคงจะช่วยให้หายใจได้ดีขึ้น ลองใช้หมอนลูกเล้กรองหลังไว้ไม่ให้พลิกตัวตอนหลับ
2. ลดน้ำหนักลง คนอ้วนจะมีไขมันและมีน้ำหนักกดทับลงบนเนื้อเยื่อคอมาก ทำให้หายใจไม่สะดวก
3. ตื่นก่อน นอนทีหลังคนอื่นเข้าไว้ เพื่อความสุขของคนรอบข้าง