Archive for February, 2012

เต้านมคัด…ต้องดูแล

นมแม่

การให้นมลูก อาการหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคุณแม่ทุกคน คือ อาการเต้านมคัดยิ่งถ้าเป็นคุณแม่มือใหม่ อาจก่อให้เกิดปัญหาระหว่างการให้นมลูกตามมา เช่น เต้านมอักเสบ, หัวนมแตก เป็นต้น

ฉะนั้น การป้องกันปัญหาที่อาจตามมา คือการดูแลอาการที่เกิดขึ้นด้วยข้อมูลและวิธีต่อไปนี้ค่ะ

อาการที่พบ

พบในช่วงระยะสัปดาห์แรกหลังคลอด เพราะหลังจากที่ลูกน้อยดูดกระตุ้น จึงทำให้มีการสร้างน้ำนมเกิดขึ้น ปริมาณน้ำนมจึงคั่งค้าง ทำให้คุณแม่เกิดอาการคัด ตึง บวมแข็ง และปวดหน้าอก เป็นอาการที่เรียกกันว่า เต้านมคัดนี่แหละค่ะ จึงไม่ควรปล่อยให้เป็นมาก เพราะจะทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บปวดไม่สบายตัว และเกิดความเครียดตามมาได้

ที่มาของอาการ

เกิดโดยธรรมชาติ ร่างกายของคุณแม่ที่ผลิตน้ำนมได้เยอะเมื่อลูกดูดไม่หมด จึงทำให้น้ำนมคั่งค้าง

ทิ้งช่วงเวลาการให้นมลูกที่นานเกินไป ก็ทำให้มีน้ำนมอยู่ในเต้านมมากเช่นกัน

ชุดชั้นในที่คับแน่นเกินไป หรือชุดชั้นในที่มีโครงเหล็ก ก็เป็นต้นเหตุที่กดทับท่อน้ำนม ทำให้รู้สึกเต้านมคัด

ให้นมลูกในท่าที่ผิด ก็ทำให้น้ำนมไหลออกมาได้ไม่ดีหรือไหลได้ไม่ทัน จนเกิดอาการขึ้นได้

อาการเต้านมคัดตึงแม้จะกินเวลาในระยะสั้น หายได้เอง แต่อย่างที่บอกนะคะ ถ้าคุณแม่ปล่อยให้เกิดอาการเต้านมคัดมาก ๆ อาจจะบานปลายกลายเป็นปัญหาอาการเต้านมอักเสบ ดังนั้น วิธีต่อไปนี้ จะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคุณแม่และลูกน้อย

ป้องกันและบรรเทาอาการ

ให้ลูกดูดนมบ่อย ๆ ใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที โดยดูดข้างละ 5 นาทีสลับข้างกัน ถ้าลูกยังไม่หิวแต่น้ำนมมาเต็มที่แล้วให้ปั๊มหรือบีบออก เก็บใส่ขวดเป็นสต็อกน้ำนมไว้

ควรสวมใส่ชุดชั้นในที่พอดีกับเต้านม (เผื่อช่วงที่เต้านมขยายเต็มที่ด้วย) เพื่อลดอาการความเจ็บปวด เช่น ใส่เสื้อในที่สามารถเปิดให้ลูกกินนมได้สะดวกโดยไม่ต้องถอด

ระหว่างที่ให้นมลูก คุณแม่อาจใช้นิ้วนวดคลึงเบา ๆ บริเวณที่มีก้อนแข็ง เพื่อไม่ให้ท่อน้ำนมอุดตัน

ถ้าเต้านมคัดมาก (เต้านมแข็งเป็นไต) หรือน้ำนมไม่ไหล อาจใช้ลูกยางปั๊มก่อน จะทำให้น้ำนมไหลได้ง่าย คลายอาการเต้านมคัด

ถ้ามีอาการเจ็บเต้านมข้างใดข้างหนึ่ง ให้ลูกเริ่มดูดข้างที่หัวนมปกติไปก่อน แล้วจึงสลับข้าง

ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบ เพื่อลดอาการเจ็บปวด

คุณแม่ที่ตั้งใจให้นมลูก ยังสามารถให้นมลูกได้ค่ะ เพราะยิ่งให้ลูกดูดบ่อย ดูดถูกวิธี อาการเต้านมคัดจะดีขึ้น และอย่าลืมดูแลเรื่องความสะอาด ปลอดจากเชื้อโรคด้วยค่ะ

เต้านมอักเสบ?

คุณแม่ที่เครียด เหนื่อย พักผ่อนไม่เพียงพอ ง่ายต่อการที่ภูมิคุ้มกันร่างกายจะอ่อนแอเป็นปัจจัยร่วมที่ทำให้เชื้อโรคผ่านเข้าร่างกายได้ง่าย โอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อ มีอาการอักเสบทำให้บริเวณเต้านมเป็นก้อนแข็ง ตึง ร้อนแดง และรู้สึกเจ็บปวดมาก ยิ่งบางรายที่เป็นมาก ก็อาจมีไข้ แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง อาจเกิดเพียงข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้างก็ได้

การดูแล

อาการเต้านมอักเสบในทางการแพทย์จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และยาปฏิชีวนะแต่ละชนิดก็สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียได้แตกต่างกัน แต่ถ้าอยู่ในระหว่างการให้นมลูก ยาเหล่านี้ต้องงด ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ควรทำก็คือ ถ้าคุณแม่ดูแลอาการด้วยตัวเองเบื้องต้นแล้วอาการไม่หายมีอาการต่อเนื่อง ควรพบคุณหมอค่ะ เพื่อวิเคราะห์ ดูแลอาการ ไม่ควรซื้อยากินเองนะคะ

บ้วนปากนานช่วยถนอมเคลือบฟัน

บ้วนปาก

หลังจากดื่มเครื่องดื่มจำพวกกาแฟ ไวน์ โซดา หรือแม้แต่กินผลไม้ คุณอาจรู้สึกว่าในช่องปากไม่สะอาด และมีกลิ่นปาก สาเหตุเป็นเพราะน้ำตาลและกรดเกาะเคลือบฟันอยู่นั่นเอง จึงทำให้เคลือบฟันของคุณลื่น

ทันตแพทย์จากนิวยอร์ค แนนซี่ โรเซ็น ได้แนะนำวิธีการง่าย ๆ ที่สามารถขจัดปัญหาเหล่านี้ให้เบาบางลงได้นั่นคือ การบ้วนปาก ซึ่งเป็นการทำความสะอาดช่องปากเบื้องต้น เธอได้แนะนำต่อว่า หากคุณรู้สึกช่องปากไม่สะอาด คุณควรกลั้วปากหรืออมน้ำเปล่าให้นาน แทนที่จะเข้าห้องน้ำแปรงฟัน

เพราะการแปรงฟันในทันทีจะส่งผลให้เคลือบฟันถูกกร่อนไปพร้อมกับกรดในขณะที่ออกแรงแปรง ผลคือเคลือบฟันจะบางลง และตามมาด้วยอาการเสียวฟัน ซึ่งวิธีที่จะถนอมเคลือบฟันให้อยู่กับเราได้นาน ๆ ได้คือ หลังดื่มเครื่องดื่มพวกกาแฟ หรือผลไม้ที่มีน้ำตาล คุณควรบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงก่อน เพราะน้ำจะช่วยชะล้างกรดและน้ำตาลบนเคลือบฟันของคุณให้หลุดออกไปบ้าง และหลังจากนั้นคุณก็สามารถแปรงฟันได้ตามปกติ

โรคผิวหนัง จากน้ำท่วม อันตรายถึงชีวิต หากไม่ใส่ใจ



น้ำท่วม

 

 

เตือน โรคผิวหนัง จากน้ำท่วม อันตรายถึงชีวิตหากไม่ใส่ใจ (ไทยโพสต์)

“วิตกกับภัยพิบัติน้ำท่วมได้ แต่ต้องหันมาใส่ใจกับโรคผิวหนังที่เกิดจากน้ำท่วมด้วย เพราะไม่เช่นนั้นอันตรายอาจถึงชีวิต หากปล่อยให้แผลอักเสบจนติดเชื้อในกระแสเลือด”ถ้อยคำเตือนภัยจาก นพ.จิโรจ สินธวานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ส่งตรงถึงประชาชนที่กำลังเผชิญปัญหาอุทุกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี

เป็นระยะเวลากว่า 2 เดือนแล้ว ที่หลายจังหวัดของประเทศไทยจมอยู่ใต้น้ำ นอกจากการเอาชีวิตรอด และตรวจตราดูแลทรัพย์สินไม่ให้เสียหายแล้ว สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงไม่แพ้กันก็คือโรคผิวหนัง ภัยอันตรายที่มักมาพร้อมกับน้ำท่วมทุกคราว

“เวลาเกิดน้ำท่วม ปัญหาที่พบบ่อยมีอยู่ 2 เคส คือ ความชื้นของน้ำทำให้ผิวหนังเปื่อยยุ่ย ถ้าร่างกายต้องแช่อยู่ในน้ำเพียง 1-2 ชั่วโมงผิวหนังก็เปื่อยแล้ว และเมื่อถูกเสียดสีก็จะเกิดบาดแผลได้ง่าย เช่น ตามง่ามนิ้วเท้า ข้อพับ หรือแม้บริเวณต้นขาด้านในที่มักเสียดสีกับกางเกงเวลาเดิน และกรณีเกิดบาดแผลลึกจากการถูกของมีคมที่พัดมากับกระแสน้ำบาดผิวหนัง ซึ่งเมื่อแผลเปื่อยหรือบาดแผลลึกเกิดการติดเชื้อ ในที่นี้มีทั้งเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต” ผอ.สถาบันโรคผิวหนังระบุ

นพ.จิโรจกล่าวต่อว่า วิธีการรักษาในเบื้องต้นถ้าผิวหนังเปื่อยยุ่ย หรือเกิดอาการแพ้ระคายเคืองมีผื่นแดงคัน ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า “น้ำกัดเท้า” ให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและซับให้แห้ง และซื้อยาในกลุ่มแก้แพ้มาทาน ยาแก้อักเสบมาทา อาการจะดีขึ้นในเร็ววัน แต่หากมีอาการบวมแดงบริเวณที่เกิดแผลหรือตามทางเดินของเส้นน้ำเหลือง มีหนอง และมีไข้ร่วม ให้สันนิษฐานว่าเกิดการอักเสบติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด และควรรีบไปหาแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะโดยเร็ว

“ถ้าติดเชื้ออย่างเชื้อราไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่ เพราะอย่างมากแค่มีอาการคัน ผิวถลอก และตุ่มน้ำพองเกิดขึ้น แต่เชื้อพวกนี้จะไม่หายขาด เป็น ๆ หาย ๆ ถ้าป้องกันไม่ให้ติดเชื้อได้จะดีกว่า ถ้าติดเชื้อแบคทีเรียที่มีสาเหตุจากสิ่งปฏิกูล ซากพืช ซากสัตว์ เชื้อโรคจากใต้ดินชั้นลึก หรือสารเคมีอันตรายจากการเกษตรในครัวเรือน ซึ่งไม่ใช่แบคทีเรียปกติที่อยู่ตามผิวหนัง การรักษาจะทำได้ยากเพราะเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดอันตราย บางครั้งทั้งกินและฉีดยาปฏิชีวนะ 2-3 ชนิดยังไม่หายก็มี”

“อย่างกรณีโรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคฉี่หนู ก็เกิดจากแบคทีเรียที่สะสมอยู่ในกระเพาะปัสสาวะของสัตว์ฟันแทะ เมื่อน้ำท่วมก็จะชะล้างฉี่ปนเปื้อนมากับน้ำ ยิ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมขังด้วยแล้วเชื้อโรคจะเจริญเติบโตได้ดี ผู้ที่ได้รับเชื้อพวกนี้เข้าสู่กระแสเลือดและรักษาไม่ทัน กล้ามเนื้อและพังผืดในชั้นกล้ามเนื้อของร่างกาย จะอักเสบรุนแรงเป็นอันตรายต่อชีวิต” ผอ.สถาบันโรคผิวหนังย้ำอีกครั้งถึงอันตรายจากโรคผิวหนังที่มากับน้ำท่วม

ชะล่าใจได้หรือไม่กับ มะเร็งกระดูก

มะเร็งกระดูก

ชะล่าใจได้หรือไม่กับ มะเร็งกระดูก (Lisa)

แม้จะเป็นมะเร็งที่พบไม่บ่อยเหมือนกับมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งปากมดลูก แต่สำหรับคนหนุ่มสาวอาจเสี่ยงกับมะเร็งกระดูกอยู่สักหน่อย ว่าแต่เราจำเป็นต้องกลัวมะเร็งกระดูกหรือไม่ ไปดูกัน!

แม้เราจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับมะเร็งกระดูกมากนัก แต่มันก็ไม่ได้ไกลตัวเราอย่างที่คิดในนัยหนึ่ง แม้ตัวของมันเองจะไม่ได้อันตรายถึงชีวิต แต่ก็เปรียบเสมือนของแถมที่คุณไม่อยากได้ยามที่คุณปล่อยมะเร็งชนิดอื่นไว้ หรือหากคุณมองข้ามแล้วปล่อยให้มันลุกลามมะเร็งกระดูกก็อาจคร่าชีวิตคุณได้เหมือนกัน ลองมาทำความรู้จักกับมะเร็งกระดูกกันเถอะ

 รู้จัก “กระดูก” เสียก่อน

อย่างที่ทราบกันดีว่ากระดูกเป็นโครงให้ร่างกายของเรา กระดูกส่วนใหญ่จะมีลักษณะกลวง โดยมีไขกระดูกเป็นเนื้อเยื่ออ่อนนุ่มอยู่ข้างใน ซึ่งตัวกระดูกนั้นแข็งแรงมาก ปลายกระดูก แต่ละด้านจะมีกระดูกอ่อนที่มีลักษณะนิ่มทำหน้าที่เป็นหมอนรองไม่ให้กระดูกต่างชิ้นมาชนกัน แล้วตัวกระดูกนั้นก็จะถูกห่อหุ้มด้วยเนื้อเยื่อเส้นใยอีกทีหนึ่ง

ตัวกระดูกประกอบไปด้วยเซลล์สองประเภทคือ ”Osteoblats” ซึ่งเป็นเซลล์สร้างกระดูกและเซลล์ “Osteoclasts” ซึ่งสลายกระดูก แม้เราจะคิดว่ากระดูกอยู่นิ่ง ๆ แต่ความจริงก็คือมันแอ็กทีฟตลอดเวลา กระดูกใหม่ ๆ จะถูกสร้างอยู่เสมอเช่นเดียวกับกระดูกที่เก่าแล้ว ก็จะสลายไป โดยไขกระดูกในกระดูกบางชิ้นเป็นเพียงเนื้อเยื่อไขมัน แต่ในบางชิ้นจะมีทั้งเซลล์ไขมันและเซลล์ซึ่งสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ดังนั้น เซลล์ตามที่กล่าวมาทุกชนิดสามารถกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ทั้งนั้น

 มะเร็งกระดูกคืออะไร

ปกติแล้วเวลาที่คุณหมอนบอกว่าเราเป็นมะเร็งกระดูก มักจะเป็นมะเร็งที่ลามมาจากส่วนอื่นมากกว่า ชนิดนี้เรียกว่ามะเร็งระยะแพร่กระจาย (Metastartis Cancer) อาจเกิดได้กับคนที่เป็นมะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมาก ปอด และมะเร็งอื่นๆ ในระยะลุกลาม หากคุณเป็นมะเร็งปอด แล้วลามมายังกระดูก เซลล์มะเร็งที่อยู่ในกระดูกจะมีธรรมชาติเหมือนเซลล์มะเร็งที่อยู่ในปอด จึงใช้การรักษาแบบเดียวกัน

ส่วนมะเร็งอื่น ๆ ก็อาจเริ่มต้นในไขกระดูก หรือในเซลล์สร้างเม็ดเลือดนั่นเอง ที่พบได้มากที่สุดคือมะเร็งเม็ดเลือดขาว แต่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิดและสูติเมียทั้งหมดอาจเริ่มในไขกระดูกได้ทั้งนั้น

ในอีกด้านหนึ่ง มะเร็งที่เกิดบริเวณกระดูกนั้น บางทีอาจถูกเรียกว่า Sarcoma ซึ่งเกิดขึ้นได้ในกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เนื้อเยื่อไขมัน หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ ในร่างกาย โดยมีมะเร็งสองชนิดที่พบได้มากที่สุดก็คือ Osteosarcoma และ Chondrosarcoma ทั้งนี้ เฉพาะในสหรัฐฯ ทาง American Cancer Society ประเมินว่ามีผู้ป่วยในปีนี้กว่า 2,810 ราย และเสียชีวิตสูงถึง 1,490 ราย

 Osteosarcoma หรือเรียกว่า Osteogenic Sarcoma เป็นมะเร็งที่เกิดจากกระดูกซึ่งพบได้บ่อยที่สุด มักจะเกิดขึ้นในคนอายุ 10-30 ปี แต่มีถึง 10% ที่เกิดกับคนอายุ 60-70 ปี และจะพบได้ยากในช่วงวัยกลางคน ผู้ชายมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้หญิง โดยเนื้องอกมักจะเริ่มในกระดูกแขน ขา หรืออุ้งเชิงกราน

 Chondrosarcoma เป็นมะเร็งจากกระดูกอ่อน พบได้มากเป็นอันดับสองของมะเร็งกระดูกที่เจอทั้งหมด หลังจากอายุ 20 ความเสี่ยงเป็นมะเร็งนิดนี้ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนอายุ 75 ปี โดยที่ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชาย มักจะเกิดในอุ้งเชิงกราน ขา และแขน

 ปริศนาแห่งสาเหตุ

แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้คุณเสี่ยงกับมะเร็งกระดูกมากขึ้น เช่น การสูบบุหรี่ หรือการได้รับรังสี แต่ผู้ป่วยส่วนมากไม่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เสียด้วยซ้ำ และแม่ในปัจจุบันก็ยังไม่ทราบว่าสาเหตุหลักของมะเร็งกระดูกคืออะไรก็แน่ แต่ทั้งนี้การเลิกบุหรี่และการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับมาตรฐานก็อาจช่วยให้คุณอยู่ห่างไกลจากโรคกระดูกพรุนมากขึ้นอีกนิด

 อาการที่ควรตระหนัก

ส่วนใหญ่แล้วคนที่มีอาการของมะเร็งกระดูกมักไม่ได้เป็นจากมะเร็งสองชนิดนี้ หรือจะไม่คิดว่าร้ายแรงถึงขนาดเป็นมะเร็งกระดูก อย่างไรก็ดี หากคุณมีอาการต่อไปนี้เป็นระยะเวลานานหรือคุณภาพชีวิตลดลงจากอาการป่วย คุณก็ควรไปพบแพทย์ดีกว่า

 เจ็บจากในกระดูก เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด ในระยะแรกอาการเจ็บ อาจจะมา ๆ หาย ๆ และอาจเจ็บมากขึ้นในตอนกลางคืนโดยเฉพาะในเวลาที่คุณใช้กระดูกมาก แต่เมื่อมะเร็งเติบโตขึ้นคุณอาจจะเจ็บตลอดเวลา

 บวม อาการบวมในบริเวณที่เจ็บอาจไม่เกิดขึ้นทันที ขึ้นอยู่กับบริเวณที่คุณเป็นเนื้องอก และคุณก็อาจจะรู้สึกได้ถึงก้อนเนื้อด้วยซ้ำ

 น้ำหนักลดหรืออ่อนเพลีย อาจเป็นสัญญาณว่ามะเร็งลุกลามแล้ว เช่น หากกระจายไปยังปอด คุณอาจหายใจไม่สะดวกหรือไอตลอดเวลา อย่ารอช้า รีบไปพบแพทย์โดยด่วน

17 มาตรการ ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ช่วงน้ำท่วม

ในช่วงที่ประชาชนทั้งหลายต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมเช่นนี้ แน่นอนว่าทุก ๆ คนล้วนประสบปัญหากันอย่างถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขาดแคลนเครื่องอุปโภคและบริโภค ที่อยู่อาศัยพังเสียหาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บซึ่งตามมากับน้ำท่วมมากมาย อาทิ น้ำกัดเท้า อุจจาระร่วง ไข้ฉี่หนู ตาแดง ไข้หวัดใหญ่  ไข้เลือดออก รวมทั้งอันตรายจากภัยอื่น ๆ ทางน้ำ เช่น การตกจมน้ำ ไฟฟ้าช็อต สัตว์มีพิษอันตราย ฯลฯ

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินชีวิตในช่วงน้ำท่วมของผู้ประสบภัยและประชาชนที่เดือดร้อนกับภาวะน้ำท่วมเป็นไปด้วยความปลอดภัย เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ ได้แนะนำมาตรการจำเป็น 17 ประการ เพื่อเป็นการป้องกันโรคและภัยจากน้ำท่วมให้กับประชาชน ดังนี้

1) หากจำเป็นต้องเดินทางหรือทำกิจกรรมทางน้ำ ควรเตรียมตัวอุปกรณ์ชูชีพให้พร้อม หรือนำอุปกรณ์ประยุกต์ที่หาง่ายติดตัวไปด้วยเสมอ เช่น ถังแกลลอนเปล่าปิดฝา ขวดน้ำพลาสติกเปล่าปิดฝา

2) ให้ระวังเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวจากกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว เพราะอาจถูกกระแสน้ำพัดพาหรือตกลงในบ่อน้ำลึกได้

3) อย่าพยามยามวิ่งหรือขับรถผ่านในที่มีน้ำไหลเชี่ยว

4) ควรงดการดื่มสุรา เนื่องจากทำให้ทรงตัวไม่ดีเพิ่มโอกาสลื่นล้ม พลัดตกจมน้ำ หรืองดตัดสินใจทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเสี่ยงต่อการเสียชีวิต เช่น กระโดดจากสะพานลงเล่นน้ำ เป็นต้น

5) ให้ตัดสวิตซ์กระแสไฟฟ้าเพื่อป้องกันไฟฟ้าดูดหรือช็อต ขณะเกิดน้ำท่วมขัง

6) เก็บของมีค่าและจำเป็นขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันน้ำท่วม

7) จัดเตรียมของใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต   เช่น น้ำดื่ม ไฟฉาย ยารักษาโรคพื้นฐาน ยาโรคประจำตัว และสิ่งของที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิตอื่น ๆ

8) อาหารกล่องที่ได้รับแจก ควรรับประทานทันทีอย่าเก็บไว้ เพราะจะทำให้อาหารบูด เน่าเสีย อาหารเป็นพิษได้ หากมีเหลือควรสิ้งใส่ถุงพลาสติกแล้วมัดปากถุง

9) ล้างมือก่อนรับประทานอาหารหรือหลังออกจากห้องน้ำ ห้องห้องส้วมทุกครั้ง

10) ไม่ควรใช้มือขยี้ตาอาจทำให้ตาติดเชื้อและอาจเสี่ยงเป็นโรคตาแดงได้

11) ในกรณีที่มีบาดแผล ไม่ควรเดินลุยย่ำน้ำ ย่ำโคลน ควรใส่รองเท้าบูทหรือถุงพลาสติกยาวป้องกันเท้าและสวมทับด้วยถุงเท้าและ รองเท้า  แต่หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำ ย่ำน้ำเสร็จแล้วควรทำความสะอาดเท้าและแผลแล้วเช็ดให้แห้ง

12) กรณีมีสัตว์ป่วยตาย ให้ใส่ถุงพลาสติกแล้วผูกให้มิดชิด หรือนำไปฝัง เผา ไม่ควรนำทิ้งลงน้ำอาจทำให้แพร่เชื้อในกระแสน้ำเกิดโรคระบาดได้

13) ไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงมาอยู่ใกล้ชิดเพราะอาจติดเชื้อโรคจากสัตว์ได้

14) สำรวจภาชนะที่มีน้ำขังให้คว่ำไว้ เพื่อป้องกันเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายพาหนะโรคไข้เลือดออก

15) ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกเสมอ และดื่มน้ำสะอาด

16) ทิ้งขยะและเศษอาหารในถุงพลาสติก มัดปากถุงให้มิดชิดห้ามทิ้งลงน้ำ

17) ให้ระมัดระวังสัตว์มีพิษ กัด ต่อย พร้อมทั้งหมั่นสำรวจตรวจตราบ้าน กองผ้า ถุงใส่ของ เพื่อป้องกันสัตว์มีพิษหลบเข้าไปอยู่อาศัยใกล้ตัว

จิตตก ระวัง มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ถามหา

เครียด

แพทย์เตือน “จิตตก” เสี่ยงมะเร็งถามหา (ไทยโพสต์)

ความผิดปกติของเซลล์ในร่างกายคนเรานั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา แม้ร่างกายจะมีกระบวนการจัดการความผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ถ้าวันใดเกิดจิตตก เครียด วิตกกังวล ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้กลไกทางภูมิคุ้มกันลดลง เซลล์ที่ผิดปกติก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ศ.นพ.สุรพล อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการอาวุโสศูนย์โลหิตวิทยากรุงเทพ โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีการสำรวจอุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองไว้ชัดเจน แต่ข้อมูลจากโรงพยาบาลศิริราชชี้ให้เห็นว่า มีคนไข้ใหม่โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอยู่ราว 200-300 รายต่อปี ประมาณการว่าทั้งประเทศน่าจะมีประมาณ 1,000-1,500 รายต่อปี

สาเหตุของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองยังไม่ทราบแน่ชัด แต่แพทย์สันนิษฐานว่ามีความเกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น Epstein-Barr virus ซึ่งได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจนแล้วว่า เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

คุณหมอบอกว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีกำเนิดมาจากเซลล์ในต่อมน้ำเหลือง โรคนี้แบ่งได้เป็น 2 ชนิดตามลักษณะของชิ้นเนื้อ ได้แก่ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkin lymphoma (NHL) และชนิด Hodgkin disease (HD) โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทั้งสองชนิดจะมีอาการคล้ายกัน คือ มีต่อมน้ำเหลืองโตเป็นหลัก แต่ NHL อาจมีก้อนโตที่อวัยวะอื่น ๆ พบได้บ่อยกว่า เช่น ที่ลำไส้ ปอด สมอง เป็นต้น

“มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง (High Grade) ที่มีอาการปรากฏชัดเจน ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตเร็วร่วมกับมีอาการอื่น เช่น มีไข้ น้ำหนักลด และมีเหงื่อออกตอนกลางคืน ในขณะที่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดค่อยเป็นค่อยไป (Low Grade) อาการของต่อมน้ำเหลืองจะโตขึ้นอย่างช้า ๆ และอาจไม่มีอาการอื่นเลย” คุณหมอ บอก

สำหรับในประเทศไทย มะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่พบส่วนใหญ่จะเป็นชนิด NHL ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นชนิดย่อย ๆ อีกหลายชนิด แต่ละชนิดจะใช้วิธีการรักษาที่แตกต่างกันบ้าง จึงมีความจำเป็นต้องตรวจชิ้นเนื้อและตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อให้ทราบถึงชนิดที่แท้จริงของมะเร็ง อันจะนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ อาการของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ อาการที่เกิดขึ้นจากต่อมน้ำเหลืองโต สามารถเห็นและคลำได้ชัดเจน โดยตำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ ต่อมน้ำเหลืองที่คอ รักแร้ และขาหนีบ ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นกับต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ภายในร่างกาย เช่น ช่องทรวงอก ช่องท้อง ความรุนแรงของโรคมีความแตกต่างกัน โดยต่อมน้ำเหลืองที่เป็นมะเร็งจะโตเร็วมาก อาจแตกเป็นแผลและมีเลือดออกได้ และหากไม่ได้รับการรักษาแต่ต้น มะเร็งอาจแพร่กระจายไปสู่ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย และมีผลทำให้การทำงานของร่างกายล้มเหลวถึงแก่ชีวิต

คุณหมอย้ำว่า คนเรามีเซลล์ผิดปกติที่พร้อมจะกลายเป็นมะเร็งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยร่างกายมีกระบวนการในการจัดการเซลล์ที่ผิดปกติอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดมีจิตตก อาการเครียด กลไกทางภูมิคุ้มกันที่มีอยู่จะลดลง จนทำให้เซลล์ที่ผิดปกติเพิ่มจำนวนมากขึ้นและกลายเป็นก้อนมะเร็งในที่สุด

ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการป้องกันโรคมะเร็ง คือ พยายามปรับอารมณ์ไม่ให้เครียด วิตกกังวลจนเกินไป และหมั่นตรวจร่างกายสม่ำเสมอเป็นประจำ เพราะหากพบความผิดปกติแต่เนิ่น ๆ การรักษาจะทำได้ดี แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ การรักษาอาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร

สำหรับเป้าหมายในการรักษาโรคมะเร็งที่ดีที่สุดก็คือ การรักษาให้หายขาด แต่ถ้ารักษาให้หายขาดไม่ได้ก็พยายามรักษาไม่ให้โรคลุกลามต่อไป

ความเข้าใจผิดที่ว่าคนที่เป็นโรคมะเร็งควรงดอาหารประเภทโปรตีน เนื่องจากโปรตีนมีส่วนทำให้เซลล์มะเร็งให้โตนั้น คุณหมอยืนยันว่าเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะร่างกายมีความจำเป็นต้องได้รับอาหารครบทั้ง 5 หมู่ อีกทั้งร่างกายจำเป็นต้องใช้โปรตีนในการซ่อมแซมความสึกหรอต่าง ๆ ของร่างกาย คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าเซลล์ปกติจะต้องขาดโปรตีนไปด้วย

ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีความซับซ้อนและแบ่งเป็นหลายชนิด รวมทั้งมีอาการหลายลักษณะ ซึ่งต้องใช้วิธีการรักษาที่แตกต่างกันไป จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้องแม่นยำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที

เรื่องของเชื้อเอชพีวีกับมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูก

เชื้อเอชพีวีกับมะเร็งปากมดลูก (หมอชาวบ้าน)

คุณผู้อ่านนิตยสารหมอชาวบ้าน ได้ถามคำถามมาว่า กลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกมีอะไรบ้าง และมีวิธีป้องกันโรคนี้อย่างไร เรามาติดตามหาคำตอบเรื่องนี้จาก นพ.ชัยยศ ธีรผกาวงศ์ กันค่ะ

สำหรับมะเร็งนั้นเป็นโรคอันดับ 1 ที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุด ในจำนวนนี้ผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกครองอันดับ 1 มาหลายสิบปี โดยผู้เสียชีวิตร้อยละ 80 มาพบแพทย์เมื่อมะเร็งลุกลามไปแล้ว ซึ่งหากตรวจพบมะเร็งในระยะก่อนมะเร็ง หรือระยะเริ่มแรกโอกาสหายขาดก็จะมีมากเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

ปัจจุบันการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมีความสะดวกรวดเร็ว ไม่เจ็บปวด และยังเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าในระยะลุกลาม ถือเป็นการตรวจสุขภาพอย่างหนึ่งที่หญิงไทยควรใส่ใจ

มะเร็งปากมดลูก เกิดจากการติดเชื้อฮิวแมนแพปพิลโลมาไวรัสหรือ เอชพีวี (HPV) เชื้อนี้เกือบทั้งหมดติดทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมทางเพศไม่เหมาะสม เช่น มีคู่นอนหลายคนทำให้ติดเชื้อได้มากขึ้น หรือการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย รวมทั้งการสูบบุหรี่ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้น

การป้องกันสามารถทำได้ง่าย ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งมีอยู่ 2 วิธีคือ ตรวจแบบ Pap Test หรือตรวจหาเชื้อ HPV DNA ซึ่งให้ผลการตรวจที่แม่นยำ ภายหลังจากที่ตรวจแล้ว ควรติดตามผลลัพธ์และรับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะสามารถตรวจพบเชื้อเอชพีวีชนิดก่อมะเร็ง หรือตรวจพบเซลล์ผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็ง ซึ่งใช้เวลานานกว่าจะกลายเป็นมะเร็ง หากพบความผิดปกติในระยะนี้สามารถรักษาจนหายขาดได้ด้วยวิธีที่ไม่ยุ่งยาก ค่าใช้จ่ายต่ำและปลอดภัย ซึ่งแตกต่างจากในระยะที่มะเร็งลุกลามไปแล้วจะรักษาได้ยาก ค่าใช้จ่ายสูงและมีผลข้างเคียงสูง

โดยปกติผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรกจะไม่พบอาการผิดปกติ จึงจำเป็นต้องตรวจภายในและรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยสตรีที่เคยมีเพศสัมพันธ์ ควรรับการตรวจปีละ 1 ครั้ง ส่วนผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ควรรับการตรวจเมื่อมีอายุ 35 ปีขึ้นไป

ปรับไลฟ์สไตล์ต้านมะเร็ง

ออกกำลังกาย

ปรับไลฟ์สไตล์ต้านมะเร็ง (Healthplus)

ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้การดำเนินชีวิตในแต่ละวันของเราแปรปรวน เปลี่ยนแปลง และแตกต่างไปจากคนสมัยก่อนมาก ไหนจะชั่วโมงทำงานที่ยาวนานจนดึกดื่น ความเครียด ความเร่งรีบ ทำให้กิน-นอนไม่เป็นเวลา อาหารหลักที่กินคืออาหารสำเร็จรูป การอยู่ท่ามกลางมลพิษ และสารเคมีต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในเกือบทุกกิจกรรม ทั้งหมดนี้มีส่วนสำคัญทำให้สุขภาพเราย่ำแย่ โรคภัยพากันถามหามากมาย

หนึ่งในนั้น คือ มะเร็งร้าย ที่เชื่อกันว่า รูปแบบการใช้ชีวิตในปัจจุบันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนป่วยเป็นโรคนี้มากขึ้น แม้วิทยาการทางการแพทย์จะสามารถช่วยให้สองในสามของผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลกมี ชีวิตอยู่ต่ออย่างน้อยอีก 5 ปี แต่ขั้นตอนการรักษามะเร็งก็สร้างความเจ็บปวดไม่น้อยด้วยเหตุนี้ จึงมีคนจำนวนมากปฏิเสธการแพทย์สมัยใหม่ แล้วหันไปพึ่งการแพทย์ทางเลือกแทน

โดยทั่วไปผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง จะต้องพบเจอกับปัญหาสุขภาพต่างจากคนทั่วไป มีภูมิต้านทานต่ำ หลังจากการรักษามะเร็งพวกเขามีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีก มากพอ ๆ กับโอกาสเกิดโรคหัวใจ เบาหวาน กระดูกพรุนและโรคเรื้อรังอื่น ๆ จากผลการวิจัยทำให้ทราบว่าการกินดีอยู่ดีและมีชีวิตเรียบง่ายนั้นช่วยให้ ปลอดภัยจากมะเร็งได้ โดยวิถีสีเขียวช่วยป้องกันโรคเรื้อรังที่อาจเกิดขึ้นได้

สมาคมมะเร็งแห่งอเมริกาและสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งอเมริกา ได้ออกคำแนะนำแก่ผู้ป่วยมะเร็งว่า ให้หมั่นสังเกตพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของตัวเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้เหมาะสมต่อสุขภาพในระยะยาว รวมทั้งปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม หากไม่อยากเจ็บปวดจากมะเร็ง ลองนำแนวทางการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตต่อไปนี้ไปปฏิบัติดู

โภชนาการ

 กินอาหารที่อุดมไปด้วยพืชผักหลากสี ทั้งผลไม้ ผัก ธัญพืชเต็มเมล็ด และถั่ว อาหารทุกมื้อจะต้องมีผักมากถึงสองในสาม และโปรตีนเพียงหนึ่งในสาม (จากทั้งเนื้อ สัตว์ปีก ปลา นม และไข่)

 เลือกอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและเกลือต่ำ เลือกใช้สมุนไพรและเครื่องเทศแทนเครื่องปรุงรส เช่น กระเทียม ขมิ้น และกระเพรา เลือกไขมันดีจากน้ำมันมะกอก น้ำมันดอกคาร์โนลา และกรดไขมันโอเมก้า 3 จากปลา วอลนัท และแฟล็กซ์สีด

 กินอาหารปลอดเนื้อสัตว์สองถึงสามมื้อต่อสัปดาห์ อาจเป็นผัดเต้าหู้ ลาซานญาเห็ด ผัดมะเขือยาว ซุปเห็ดหรือซุปถั่ว

 มะเขือเทศ มีไลโคปีนหรือสารต้านอนุมูลอิสระทรงพลังที่ช่วยต้านเซลล์มะเร็ง ไลโคปีนดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งจากมะเขือเทศดิบและสุกทั้งยังช่วย ป้องกันโรคหัวใจและลดระดับคอเลสเตอรอลได้

การควบคุมน้ำหนัก

 รักษาน้ำหนักให้คงที่เสมอ ถ้าน้ำหนักเพิ่มขึ้นหลังการรักษามะเร็ง ให้รีบลดน้ำหนักทันที แต่ต้องไม่เกินสัปดาห์ละ 1 กิโลกรัม ควรกินเมื่อหิว และกินแค่พอใช้พลังงานทำกิจกรรม แต่ละวัน ถ้าเบื่อหรือเหงาก็จะหันไปทำกิจกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการกิน เช่น คุยกับเพื่อนหรือเดินเล่น ไม่อดอาหาร เพราะยิ่งจะทำให้กินจุมากขึ้นในมื้อถัดไป

การออกกำลังกาย

 ออกกำลังกายต่อเนื่องอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน ก่อนจะเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายแต่ละครั้งต้องได้รับอนุญาตจากแพทย์ก่อน

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

 ดื่มแต่พอประมาณ นั่นหมายถึงตามมาตรฐานที่ว่า วันละแก้วสำหรับผู้หญิง สองแก้วสำหรับผู้ชาย

อาหารเพื่อสุขภาพ

การเตรียมอาหารและความปลอดภัย

 หลีกเลี่ยงอาหารขยะเท่าที่จะเลี่ยงได้เพื่อป้องกันโรคภัยที่อาจมากับการกิน เพราะผู้ป่วยมะเร็งนั้นมีความเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนได้สูง

 แยกเขียงสำหรับเนื้อสด ปลา หรือสัตว์ปีก เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อน

 ใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิอาหารเพื่อดูว่ามันสุกดีหรือยัง

 ไม่กินอาหารที่ไหม้หรือเกรียม เมื่อจะปิ้งย่างให้นำเนื้อไปหมักกับซอสเสียก่อนและไม่ให้อาหารสัมผัสกับเปลวไฟโดยตรง

การพบแพทย์

 ตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อหาความเสี่ยงการกลับมาเป็นซ้ำ รวมทั้งความเสี่ยงเกิดโรคเรื้อรังอื่น ๆ

 ปรึกษาแพทย์ถึงรูปแบบการดูแลตนเองที่เหมาะสม

 ข้อมูลเพิ่มเติมคลิก : สมาคมมะเร็งแห่งอเมริกา www.cancer.org