Archive for the ‘Uncategorized’ Category
บ้วนปากนานช่วยถนอมเคลือบฟัน

หลังจากดื่มเครื่องดื่มจำพวกกาแฟ ไวน์ โซดา หรือแม้แต่กินผลไม้ คุณอาจรู้สึกว่าในช่องปากไม่สะอาด และมีกลิ่นปาก สาเหตุเป็นเพราะน้ำตาลและกรดเกาะเคลือบฟันอยู่นั่นเอง จึงทำให้เคลือบฟันของคุณลื่น
ทันตแพทย์จากนิวยอร์ค แนนซี่ โรเซ็น ได้แนะนำวิธีการง่าย ๆ ที่สามารถขจัดปัญหาเหล่านี้ให้เบาบางลงได้นั่นคือ การบ้วนปาก ซึ่งเป็นการทำความสะอาดช่องปากเบื้องต้น เธอได้แนะนำต่อว่า หากคุณรู้สึกช่องปากไม่สะอาด คุณควรกลั้วปากหรืออมน้ำเปล่าให้นาน แทนที่จะเข้าห้องน้ำแปรงฟัน
เพราะการแปรงฟันในทันทีจะส่งผลให้เคลือบฟันถูกกร่อนไปพร้อมกับกรดในขณะที่ออกแรงแปรง ผลคือเคลือบฟันจะบางลง และตามมาด้วยอาการเสียวฟัน ซึ่งวิธีที่จะถนอมเคลือบฟันให้อยู่กับเราได้นาน ๆ ได้คือ หลังดื่มเครื่องดื่มพวกกาแฟ หรือผลไม้ที่มีน้ำตาล คุณควรบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงก่อน เพราะน้ำจะช่วยชะล้างกรดและน้ำตาลบนเคลือบฟันของคุณให้หลุดออกไปบ้าง และหลังจากนั้นคุณก็สามารถแปรงฟันได้ตามปกติ
สูตรดีท็อกซ์จากแอปเปิ้ล ทำง่าย สบายกระเป๋า

การทำดีท็อกซ์มีตั้งแต่การสวนล้างลำไส้ แต่สำหรับคนที่คิดว่าขั้นตอนเช่นนี้ยุ่งยากและน่ากลัว ก็สามารถทำดีท็อกซ์ได้ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย ซึ่งมีสูตรอาหารเพื่อการดีท็อกซ์อยู่จำนวนไม่น้อย และวันนี้กระปุกดอทคอมก็ได้นำสูตรการกินเพื่อดีท็อกซ์มาฝากกันอีกหนึ่งสูตร ซึ่งเป็นสูตรที่ทำได้แสนง่าย แถมราคาเบา ๆ สบายกระเป๋า เพราะอาศัยแค่ผลไม้ยอดฮิตอย่าง “แอปเปิ้ล” เท่านั้นเองค่ะ
สูตรการทำดีท็อกซ์ด้วยแอปเปิ้ล ไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงคุณทดแทนอาหารทุกมื้อด้วยแอปเปิ้ลเป็นเวลา 3 วัน และจำนวนแอปเปิ้ลที่ทานในช่วงเวลานี้ก็อยู่ที่ราว ๆ 24 ลูก หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความหิวของคุณในแต่ละมื้อนั่นเอง ซึ่งคุณสามารถใช้แอปเปิ้ลพันธุ์ใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นกาล่า กรีนสมิธ หรือว่าแมคอินทอช โดยสามารถเพิ่มส่วนผสมอย่างน้ำแอปเปิ้ล 100% หรือแอปเปิ้ลไซเดอร์ลงไปด้วยก็ได้

นอกจากนี้ยังต้องไม่ละเลยการดื่มน้ำให้เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ และน้ำที่ดื่มก็ควรเป็นน้ำอุ่น อันจะช่วยให้กระบวนการย่อยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสารเพ็คตินในแอปเปิ้ลจะช่วยดึงสารพิษที่ตกค้างในลำไส้ให้ออกมาจากร่างกายผ่านการขับถ่ายในแต่ละวัน และในวันสุดท้ายของการทำดีท็อกซ์ ให้ปิดท้ายด้วยการทานน้ำมันมะกอกชนิดเอ็กซ์ตราเวอร์จิ้น ปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ โดยสามารถผสมกับน้ำองุ่นหรือน้ำส้มเพื่อให้ดื่มง่ายขึ้นก็ได้ค่ะ
ในช่วงเวลาระหว่างนี้จนครบ 3 วัน ร่างกายก็จะค่อย ๆ ขับถ่ายของเสียที่สะสมไว้ออกมา ช่วยให้คุณรู้สึกโล่งและสบายตัว นับเป็นการดีท็อกซ์แบบง่าย ๆ และสบายกระเป๋า ที่เห็นผลดีอีกหนึ่งสูตรเลยล่ะค่ะ
12 เรื่องอยู่ให้ห่าง หากรักสุขภาพ
เรื่องใกล้ตัวที่เราปฏิบัติกันอยู่ในชีวิตประจำวัน เราอาจกำลังทำร้ายร่างกายตัวเราเองอยู่ก็ได้
1. ดื่มกาเฟอีนมากเกินไป
ชาหรือกาแฟสักแก้วไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าถึงขนาดกลายเป็นลูกค้าประจำของร้านกาแฟ คุณอาจดื่มมากเกินไปแล้ว กาเฟอีนที่มากเกินไปจะกระตุ้นต่อมอะดรีนัลให้อยู่ในสภาวะเปิดสวิตช์ตลอดเวลา ทำให้คุณรู้สึกกระสับกระส่าย อาจนอนไม่หลับ ปวดศีรษะ และปวดท้อง แถมกาแฟยังอาจมีแคลอรีสูงด้วยนะถ้าคุณใส่นมมากเกินไป
2. ไปฟิตเนส แต่ปกติยังเอื่อยเฉื่อย
ก็ดีอยู่หรอกนะที่คุณออกกำลังสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง แต่โดยรวมแล้วลองเทียบกับเวลาทั้งหมด 168 ชั่วโมงสิ! เรื่องน่าสนใจอยู่ที่ครั้งหนึ่ง University of Maastricht เคยมีการศึกษา ซึ่งพบว่าคนที่เข้าฟิตเนสเบิร์นแคลอรีน้อยกว่าคนที่มีไลฟ์สไตล์กระฉับกระเฉงอีกนะ
3. ชอบกินข้าวนอกบ้าน
เพราะการกินข้าวตามร้านอาหารมักจะมีปริมาณที่มากเกินพอดี สารอาหารมักจะไม่ได้ตามสัดส่วน และเครื่องปรุงที่ใช้มักไม่ดีต่อสุขภาพนัก
4. ดื่มหนัก
จริงอยู่ที่มีไกด์ไลน์ว่าดื่มวันละหนึ่งดริ๊งก์ดีต่อหัวใจ แต่คนส่วนใหญ่มักจะไม่ดื่มในวันปกติ และเอาจำนวนดริ๊งก์ไปทบกันในวันหยุด นี่จะทำให้ตับของเราอยู่ในภาวะเครียด เพราะมันสามารถเผาผลาญแอลกอฮอล์ได้เพียงหนึ่งหน่วยต่อชั่วโมงเท่านั้น ในระยะยาวก็อาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดในสมองแตก มะเร็งบางชนิด และสุขภาพกระดูก ก็จะย่ำแย่ลงด้วย
5. สูบบุหรี่เพื่อเข้าสังคม
คุณอาจคิดว่าบุหรี่ตัวเดียวในยามเข้าสังคมไม่เป็นอะไร แต่คุณกำลังเสี่ยงเสพติดนิโคติน ซึ่งจะใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้นในการเข้าไปยังสมองของคุณ แต่ผลของมัน เช่น เพิ่มการทำงานของระบบประสาท เร่งอัตราชีพจร เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด และทำให้หลอดเลือดแคบลง ทั้งหมดนี้อาจอยู่ได้นานถึงหนึ่งวัน
6. ใช้ขวดพลาสติกใส่น้ำซ้ำ ๆ
การดื่มน้ำเป็นเรื่องที่ดี แต่การใช้ขวดพลาสติกซ้ำ ๆ ไม่ฉลาดเสียเลย ในขณะที่ยังมีข้อสงสัยกันอยู่ว่าอาจมีสารเคมีละลายออกมาจากขวด PET หรือไม่ ทาง University of Calgary ก็เคยพบว่ามีแบคทีเรียอยู่ในตัวอย่างน้ำจากขวดที่เคยใช้แล้วของนักศึกษา ถ้าคุณคิดจะนำขวดมาใช้จริง ๆ ก็ล้างโดยใช้น้ำสบู่และทำให้แห้งสนิทก่อนดีกว่า
7. ไม่ยอมตรวจตัวเอง
สำหรับสาว ๆ ก็คือไม่ตรวจคลำเต้านม ส่วนหนุ่ม ๆ ก็คือไม่คลำอัณฑะ ทั้งที่กิจวัตรง่าย ๆ เหล่านี้อาจจะช่วยชีวิตคุณได้ เพียงแค่ใช้มือวนเบา ๆ เป็นวงกลมที่หน้าอกแต่ละข้างหาสิ่งผิดปกติตั้งแต่บริเวณใต้รักแร้จนถึงหน้าอกทั้งหมด และยืนเท้าสะเอวมองในกระจก เพื่อดูว่าร่างกายสมมาตรกันรึเปล่า จำไว้ว่าหากเราพบมะเร็งตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็อาจรักษาได้
8. สะสมความเครียด
เพราะความเครียดนั้นมีความเกี่ยวพันกับโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เช่นเดียว กับภูมิคุ้มกันที่ตกต่ำ และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เคยมีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยรัฐโอไฮโอพบว่า คนที่เครียดจากการแต่งงาน แผลจะหายช้ากว่าคนที่ความสุขถึง 60%
9. คิดว่า “ไขมันต่ำ” แปลว่า “แคลอรีต่ำ”
“ไขมันต่ำ” ไม่ได้แปลว่า “ไขมันน้อย” เพียงแต่ว่าไขมันในอาหารนั้นน้อยกว่าเวอร์ชั่นปกติเท่านั้นล่ะ สมมติว่าเดิมทีมีไขมันอยู่ 20 กรัม พอลดลงมาก็เหลือ 15 กรัม (ก็ไม่ได้น้อยเท่าไหร่นะ) อีกประการหนึ่งก็คือ รสชาติที่เสียไปมักจะถูกแทนที่ด้วยน้ำตาล และแคลอรีก็ยังสูงอยู่ดี
10. โต๊ะทำงานไม่เหมาะสม
ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ไม่ได้ความสูง หน้าจอคอมพิวเตอร์กะพริบ หรือโต๊ะ ทำให้กระดูกสันหลังและคอของคุณต้องบิดอยู่ตลอดเวลา ระดับสายตาของคุณควรอยู่ที่จุดของจอคอมพิวเตอร์ ส่วนเท้าวางราบกับพื้น และแขนทำมุมโดยมีโต๊ะรองรับไว้
11.มีเซ็กซ์ที่ไม่ได้ป้องกัน ดูเหมือนว่าคนเรามีคู่นอนหลายคนมากขึ้น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จึงแพร่ระบาดหนัก ไม่ว่าจะเป็นหนองในแท้หรือเทียม ซิฟิลิส เช่นเดียวกับโรคเอดส์ ทั้งที่ทางป้องกันนั้นง่ายแสนง่าย ก็คือการใส่ถุงยางอนามัยยังไงล่ะ 12.ไม่อ่านฉลาก ฉลากข้างผลิตภัณฑ์อาหารจะบอกแคลอรี ปริมาณไขมัน ปริมาณโซเดียม เครื่องปรุง และส่วนผสม การซื้อของเพียงแค่มันติดป้ายว่า “ทำจากธรรมชาติ” หรือ “ช่วยลดคอเลสเตอรอล” ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย
ยิมนาสติกต้านชรา ยิ่งโดด ประโยชน์ยิ่งเด้ง
“ยิมนาสติกต้านชรา” กำลังเป็นที่นิยมยอดฮิตในหมู่ชาวเมืองโลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
จากงานวิจัยด้านเวชศาสตร์อายุรวัฒน์ที่ ดร.กรุณา นนทรักส์ นิสิตปริญญาเอกจุฬาฯ ที่ นพ.กฤษดาเป็นที่ปรึกษาอยู่นั้น ได้ริเริ่มทำขึ้นมาในชมรมผู้สูงอายุที่วัดธาตุทองจนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จึงได้นำพางานวิจัยนี้ออกสู่สากล เพราะเห็นหนทางว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อไปได้ในวงกว้าง เพราะถ้าเป็นประโยชน์กับคนไทยได้ ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับชาวโลกได้เหมือนกัน
นพ.กฤษดา เพิ่งกลับมาจากงาน “ยิมนาสตราด้าโลก (World Gymnaestrada 2011)” ที่เปรียบเสมือนโอลิมปิกแห่งยิมนาสติก Ruby888 โดยครั้งนี้จัดที่เมืองโลซานน์ จึงนำความรู้ทางด้านวิชาการมาดัดแปลงเป็นภาษาบ้านๆ อ่านง่ายๆ ที่ว่าด้วยเรื่องของ “ยิมนาสติกต้านชราอายุรวัฒน์”

1. ฝึกยืน เป็นพื้นฐานแรก เพราะจะออกยิมได้ต้อง “ยืนแข็ง” เสียก่อนเหมือนการตั้งไข่ วิธียืนต้านชราคือให้รู้สึกเสมือนว่ามีเชือกโยงจากปลายจมูกเราขึ้นไปถึงท้องฟ้าแล้วเวลายืนให้หน้าตั้งตัวตรงแขม่วพุง เก็บก้น Ruby888 อยู่ในท่านี้ตลอดเวลาจนเป็นนิสัย
2. ฝึกนั่ง ท่านั่งบนเก้าอี้เป็นที่สำคัญ ขออย่านั่งตัวห่อไหล่หุบตามสบายบ่อยนักเพราะมักทำให้กระดูกผิดรูปไปกองรวมกัน และการนั่งไขว่ห้างเป็นประจำก็ไม่ดี เพราะจะทำให้ขาใหญ่ได้ ขอให้นั่งตัวตรงเช่นกัน หัวไหล่อยู่ในแนวเดียวกับเอว ไม่แอ่นหรือหงายเกินไปนัก นั่งไม่จมกับเก้าอี้ และมีคอที่ตั้งตรงอยู่เสมอ
3. ฝึกนอน ถ้านอนผิด จะส่งผลต่อสุขภาพช่วงกลางวันมาก อยากให้นอนหงาย ถ้าน้ำหนักตัวไม่มากเกิน 50 กิโลกรัมRuby888 แต่ถ้ามากนักให้นอนตะแคงจะได้ไม่เกิดหยุดหายใจขณะหลับ คนที่นอนหงายอาจหาหมอนสักใบมาหนุนใต้ท้องขาอ่อน ส่วนคนที่นอนตะแคง ขอให้นอนกอดหมอนข้างไว้จะได้ไม่ปวดหลัง

4. ฝึกหมุน ตอนนี้เรากำลังเริ่มเข้าสู่ “เบสิกของยิมนาสติก” แล้วนั่นคือความคล่องตัว (Agility) ที่ควรมี ถ้าให้ดีต้องมี ”ตัวช่วย” คือริบบิ้นยาวสัก 1 หลา หรือกระดาษทิชชูม้วนขนาดยาวพอกัน แล้วใช้มันหมุนตัวไม่ให้ปลายตกสัมผัสพื้น ค่อยๆ ทำ อย่าฝืน ถ้ามึนหัวให้หยุด สำคัญสุดคือร่างกายต้องพร้อม ต่อจากนั้นอาจ “จัดเต็ม” ด้วยการกระโดดไปด้วยตามสไตล์ยิมนาสติกลีลา
5. ฝึกเลี้ยง (ลูก) อุปกรณ์ยิมนาสติกอีกอย่างคือ ”ลูกบอล” ถ้าตอนนี้ไม่มีท่าที่รักอาจใช้ “กระดาษหนังสือพิมพ์” ขยำรวมกันเป็นก้อนเหมือนบอลกระดาษ แล้วเอามาหมุนผ่านตัว Ruby888 โดยอ้อมข้างหลังเพื่อเพิ่มความคล่องของกล้ามเนื้อและสายตา และอีกท่าคือนั่งเก้าอี้ โดยมีบอลกระดาษนี้เลี้ยงอยู่ใต้เก้าอี้ขึ้น-ลงก็ได้
จะเห็นว่าการออกกำลังต้านชราด้วยยิมนาสติกมีการใช้ประสาทสัมผัสแบบรวมหลายส่วน เช่น ประสาทตา, สมอง, หัวใจ, Ruby888 กระดูกและข้อต่อมาผสานกัน เปรียบได้กับปริญญาเอกของการเอ็กเซอร์ไซส์ทีเดียว และที่เกี่ยวข้องที่สุดคือการ “ฝึกใจ” ไปด้วยนั่นเอง … ว่าแล้วก็มาขยับร่างกายกันดีกว่า