<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>revisatumsn.com</title>
	<atom:link href="http://revisatumsn.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://revisatumsn.com</link>
	<description>ช่วยด้วยตะคริวกิน</description>
	<lastBuildDate>Sun, 12 Feb 2012 13:28:31 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3</generator>
		<item>
		<title>บ้วนปากนานช่วยถนอมเคลือบฟัน</title>
		<link>http://revisatumsn.com/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7/</link>
		<comments>http://revisatumsn.com/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 12 Feb 2012 13:26:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://revisatumsn.com/?p=42</guid>
		<description><![CDATA[หลังจากดื่มเครื่องดื่มจำพวกกาแฟ ไวน์ โซดา หรือแม้แต่กินผลไม้ คุณอาจรู้สึกว่าในช่องปากไม่สะอาด และมีกลิ่นปาก สาเหตุเป็นเพราะน้ำตาลและกรดเกาะเคลือบฟันอยู่นั่นเอง จึงทำให้เคลือบฟันของคุณลื่น ทันตแพทย์จากนิวยอร์ค แนนซี่ โรเซ็น ได้แนะนำวิธีการง่าย ๆ ที่สามารถขจัดปัญหาเหล่านี้ให้เบาบางลงได้นั่นคือ การบ้วนปาก ซึ่งเป็นการทำความสะอาดช่องปากเบื้องต้น เธอได้แนะนำต่อว่า หากคุณรู้สึกช่องปากไม่สะอาด คุณควรกลั้วปากหรืออมน้ำเปล่าให้นาน แทนที่จะเข้าห้องน้ำแปรงฟัน เพราะการแปรงฟันในทันทีจะส่งผลให้เคลือบฟันถูกกร่อนไปพร้อมกับกรดในขณะที่ออกแรงแปรง ผลคือเคลือบฟันจะบางลง และตามมาด้วยอาการเสียวฟัน ซึ่งวิธีที่จะถนอมเคลือบฟันให้อยู่กับเราได้นาน ๆ ได้คือ หลังดื่มเครื่องดื่มพวกกาแฟ หรือผลไม้ที่มีน้ำตาล คุณควรบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงก่อน เพราะน้ำจะช่วยชะล้างกรดและน้ำตาลบนเคลือบฟันของคุณให้หลุดออกไปบ้าง และหลังจากนั้นคุณก็สามารถแปรงฟันได้ตามปกติ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.kapook.com/image/Food/Eating%20-%20Drinking/drinking%20water_2.jpg" alt="บ้วนปาก" /></p>
<p>หลังจากดื่มเครื่องดื่มจำพวกกาแฟ ไวน์ โซดา หรือแม้แต่กินผลไม้ คุณอาจรู้สึกว่าในช่องปากไม่สะอาด และมีกลิ่นปาก สาเหตุเป็นเพราะน้ำตาลและกรดเกาะเคลือบฟันอยู่นั่นเอง จึงทำให้เคลือบฟันของคุณลื่น</p>
<p>ทันตแพทย์จากนิวยอร์ค แนนซี่ โรเซ็น ได้แนะนำวิธีการง่าย ๆ ที่สามารถขจัดปัญหาเหล่านี้ให้เบาบางลงได้นั่นคือ การบ้วนปาก ซึ่งเป็นการทำความสะอาดช่องปากเบื้องต้น เธอได้แนะนำต่อว่า หากคุณรู้สึกช่องปากไม่สะอาด คุณควรกลั้วปากหรืออมน้ำเปล่าให้นาน แทนที่จะเข้าห้องน้ำแปรงฟัน</p>
<p>เพราะการแปรงฟันในทันทีจะส่งผลให้เคลือบฟันถูกกร่อนไปพร้อมกับกรดในขณะที่ออกแรงแปรง ผลคือเคลือบฟันจะบางลง และตามมาด้วยอาการเสียวฟัน ซึ่งวิธีที่จะถนอมเคลือบฟันให้อยู่กับเราได้นาน ๆ ได้คือ หลังดื่มเครื่องดื่มพวกกาแฟ หรือผลไม้ที่มีน้ำตาล คุณควรบ้วนปากด้วยน้ำเปล่าอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงก่อน เพราะน้ำจะช่วยชะล้างกรดและน้ำตาลบนเคลือบฟันของคุณให้หลุดออกไปบ้าง และหลังจากนั้นคุณก็สามารถแปรงฟันได้ตามปกติ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://revisatumsn.com/%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคผิวหนัง จากน้ำท่วม อันตรายถึงชีวิต หากไม่ใส่ใจ</title>
		<link>http://revisatumsn.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1-%e0%b8%ad%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://revisatumsn.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1-%e0%b8%ad%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Feb 2012 23:02:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[casinoonline]]></category>
		<category><![CDATA[slot online]]></category>
		<category><![CDATA[sport betting]]></category>
		<category><![CDATA[casino online]]></category>
		<category><![CDATA[slot]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://revisatumsn.com/?p=39</guid>
		<description><![CDATA[&#160; &#160; เตือน โรคผิวหนัง จากน้ำท่วม อันตรายถึงชีวิตหากไม่ใส่ใจ (ไทยโพสต์) &#8220;วิตกกับภัยพิบัติน้ำท่วมได้ แต่ต้องหันมาใส่ใจกับโรคผิวหนังที่เกิดจากน้ำท่วมด้วย เพราะไม่เช่นนั้นอันตรายอาจถึงชีวิต หากปล่อยให้แผลอักเสบจนติดเชื้อในกระแสเลือด&#8221;ถ้อยคำเตือนภัยจาก นพ.จิโรจ สินธวานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ส่งตรงถึงประชาชนที่กำลังเผชิญปัญหาอุทุกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี เป็นระยะเวลากว่า 2 เดือนแล้ว ที่หลายจังหวัดของประเทศไทยจมอยู่ใต้น้ำ นอกจากการเอาชีวิตรอด และตรวจตราดูแลทรัพย์สินไม่ให้เสียหายแล้ว สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงไม่แพ้กันก็คือโรคผิวหนัง ภัยอันตรายที่มักมาพร้อมกับน้ำท่วมทุกคราว &#8220;เวลาเกิดน้ำท่วม ปัญหาที่พบบ่อยมีอยู่ 2 เคส คือ ความชื้นของน้ำทำให้ผิวหนังเปื่อยยุ่ย ถ้าร่างกายต้องแช่อยู่ในน้ำเพียง 1-2 ชั่วโมงผิวหนังก็เปื่อยแล้ว และเมื่อถูกเสียดสีก็จะเกิดบาดแผลได้ง่าย เช่น ตามง่ามนิ้วเท้า ข้อพับ หรือแม้บริเวณต้นขาด้านในที่มักเสียดสีกับกางเกงเวลาเดิน และกรณีเกิดบาดแผลลึกจากการถูกของมีคมที่พัดมากับกระแสน้ำบาดผิวหนัง ซึ่งเมื่อแผลเปื่อยหรือบาดแผลลึกเกิดการติดเชื้อ ในที่นี้มีทั้งเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต&#8221; ผอ.สถาบันโรคผิวหนังระบุ นพ.จิโรจกล่าวต่อว่า วิธีการรักษาในเบื้องต้นถ้าผิวหนังเปื่อยยุ่ย หรือเกิดอาการแพ้ระคายเคืองมีผื่นแดงคัน ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า &#8220;น้ำกัดเท้า&#8221; ให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและซับให้แห้ง และซื้อยาในกลุ่มแก้แพ้มาทาน ยาแก้อักเสบมาทา อาการจะดีขึ้นในเร็ววัน แต่หากมีอาการบวมแดงบริเวณที่เกิดแผลหรือตามทางเดินของเส้นน้ำเหลือง มีหนอง และมีไข้ร่วม ให้สันนิษฐานว่าเกิดการอักเสบติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด และควรรีบไปหาแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะโดยเร็ว &#8220;ถ้าติดเชื้ออย่างเชื้อราไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<div><strong><br />
</strong></div>
<p><strong><br />
</strong></p>
</div>
<div style="text-align: justify;">
<div><img src="http://img.kapook.com/image/health/flood_ayutaya.jpg" alt="น้ำท่วม" width="450" height="338" border="0" /></div>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เตือน โรคผิวหนัง จากน้ำท่วม อันตรายถึงชีวิตหากไม่ใส่ใจ (ไทยโพสต์)</p>
<p>&#8220;วิตกกับภัยพิบัติน้ำท่วมได้ แต่ต้องหันมาใส่ใจกับโรคผิวหนังที่เกิดจากน้ำท่วมด้วย เพราะไม่เช่นนั้นอันตรายอาจถึงชีวิต หากปล่อยให้แผลอักเสบจนติดเชื้อในกระแสเลือด&#8221;ถ้อยคำเตือนภัยจาก นพ.จิโรจ สินธวานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ส่งตรงถึงประชาชนที่กำลังเผชิญปัญหาอุทุกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี</p>
<p>เป็นระยะเวลากว่า 2 เดือนแล้ว ที่หลายจังหวัดของประเทศไทยจมอยู่ใต้น้ำ นอกจากการเอาชีวิตรอด และตรวจตราดูแลทรัพย์สินไม่ให้เสียหายแล้ว สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงไม่แพ้กันก็คือโรคผิวหนัง ภัยอันตรายที่มักมาพร้อมกับน้ำท่วมทุกคราว</p>
<p>&#8220;เวลาเกิดน้ำท่วม ปัญหาที่พบบ่อยมีอยู่ 2 เคส คือ ความชื้นของน้ำทำให้ผิวหนังเปื่อยยุ่ย ถ้าร่างกายต้องแช่อยู่ในน้ำเพียง 1-2 ชั่วโมงผิวหนังก็เปื่อยแล้ว และเมื่อถูกเสียดสีก็จะเกิดบาดแผลได้ง่าย เช่น ตามง่ามนิ้วเท้า ข้อพับ หรือแม้บริเวณต้นขาด้านในที่มักเสียดสีกับกางเกงเวลาเดิน และกรณีเกิดบาดแผลลึกจากการถูกของมีคมที่พัดมากับกระแสน้ำบาดผิวหนัง ซึ่งเมื่อแผลเปื่อยหรือบาดแผลลึกเกิดการติดเชื้อ ในที่นี้มีทั้งเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต&#8221; ผอ.สถาบันโรคผิวหนังระบุ</p>
<p>นพ.จิโรจกล่าวต่อว่า วิธีการรักษาในเบื้องต้นถ้าผิวหนังเปื่อยยุ่ย หรือเกิดอาการแพ้ระคายเคืองมีผื่นแดงคัน ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า &#8220;น้ำกัดเท้า&#8221; ให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและซับให้แห้ง และซื้อยาในกลุ่มแก้แพ้มาทาน ยาแก้อักเสบมาทา อาการจะดีขึ้นในเร็ววัน แต่หากมีอาการบวมแดงบริเวณที่เกิดแผลหรือตามทางเดินของเส้นน้ำเหลือง มีหนอง และมีไข้ร่วม ให้สันนิษฐานว่าเกิดการอักเสบติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด และควรรีบไปหาแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะโดยเร็ว</p>
<p>&#8220;ถ้าติดเชื้ออย่างเชื้อราไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่ เพราะอย่างมากแค่มีอาการคัน ผิวถลอก และตุ่มน้ำพองเกิดขึ้น แต่เชื้อพวกนี้จะไม่หายขาด เป็น ๆ หาย ๆ ถ้าป้องกันไม่ให้ติดเชื้อได้จะดีกว่า ถ้าติดเชื้อแบคทีเรียที่มีสาเหตุจากสิ่งปฏิกูล ซากพืช ซากสัตว์ เชื้อโรคจากใต้ดินชั้นลึก หรือสารเคมีอันตรายจากการเกษตรในครัวเรือน ซึ่งไม่ใช่แบคทีเรียปกติที่อยู่ตามผิวหนัง การรักษาจะทำได้ยากเพราะเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดอันตราย บางครั้งทั้งกินและฉีดยาปฏิชีวนะ 2-3 ชนิดยังไม่หายก็มี&#8221;</p>
<p>&#8220;อย่างกรณีโรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคฉี่หนู ก็เกิดจากแบคทีเรียที่สะสมอยู่ในกระเพาะปัสสาวะของสัตว์ฟันแทะ เมื่อน้ำท่วมก็จะชะล้างฉี่ปนเปื้อนมากับน้ำ ยิ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมขังด้วยแล้วเชื้อโรคจะเจริญเติบโตได้ดี ผู้ที่ได้รับเชื้อพวกนี้เข้าสู่กระแสเลือดและรักษาไม่ทัน กล้ามเนื้อและพังผืดในชั้นกล้ามเนื้อของร่างกาย จะอักเสบรุนแรงเป็นอันตรายต่อชีวิต&#8221; ผอ.สถาบันโรคผิวหนังย้ำอีกครั้งถึงอันตรายจากโรคผิวหนังที่มากับน้ำท่วม</p>
</div>
<div style="text-align: justify;"></div>
<div style="text-align: justify;"></div>
<div style="text-align: justify;"></div>
<div style="text-align: justify;"></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://revisatumsn.com/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1-%e0%b8%ad%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ชะล่าใจได้หรือไม่กับ มะเร็งกระดูก</title>
		<link>http://revisatumsn.com/%e0%b8%8a%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%a1%e0%b8%b0/</link>
		<comments>http://revisatumsn.com/%e0%b8%8a%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%a1%e0%b8%b0/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Feb 2012 23:00:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[casinoonline]]></category>
		<category><![CDATA[slot online]]></category>
		<category><![CDATA[sport betting]]></category>
		<category><![CDATA[casino online]]></category>
		<category><![CDATA[slot]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://revisatumsn.com/?p=37</guid>
		<description><![CDATA[ชะล่าใจได้หรือไม่กับ มะเร็งกระดูก (Lisa) แม้จะเป็นมะเร็งที่พบไม่บ่อยเหมือนกับมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งปากมดลูก แต่สำหรับคนหนุ่มสาวอาจเสี่ยงกับมะเร็งกระดูกอยู่สักหน่อย ว่าแต่เราจำเป็นต้องกลัวมะเร็งกระดูกหรือไม่ ไปดูกัน! แม้เราจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับมะเร็งกระดูกมากนัก แต่มันก็ไม่ได้ไกลตัวเราอย่างที่คิดในนัยหนึ่ง แม้ตัวของมันเองจะไม่ได้อันตรายถึงชีวิต แต่ก็เปรียบเสมือนของแถมที่คุณไม่อยากได้ยามที่คุณปล่อยมะเร็งชนิดอื่นไว้ หรือหากคุณมองข้ามแล้วปล่อยให้มันลุกลามมะเร็งกระดูกก็อาจคร่าชีวิตคุณได้เหมือนกัน ลองมาทำความรู้จักกับมะเร็งกระดูกกันเถอะ  รู้จัก &#8220;กระดูก&#8221; เสียก่อน อย่างที่ทราบกันดีว่ากระดูกเป็นโครงให้ร่างกายของเรา กระดูกส่วนใหญ่จะมีลักษณะกลวง โดยมีไขกระดูกเป็นเนื้อเยื่ออ่อนนุ่มอยู่ข้างใน ซึ่งตัวกระดูกนั้นแข็งแรงมาก ปลายกระดูก แต่ละด้านจะมีกระดูกอ่อนที่มีลักษณะนิ่มทำหน้าที่เป็นหมอนรองไม่ให้กระดูกต่างชิ้นมาชนกัน แล้วตัวกระดูกนั้นก็จะถูกห่อหุ้มด้วยเนื้อเยื่อเส้นใยอีกทีหนึ่ง ตัวกระดูกประกอบไปด้วยเซลล์สองประเภทคือ &#8221;Osteoblats&#8221; ซึ่งเป็นเซลล์สร้างกระดูกและเซลล์ &#8220;Osteoclasts&#8221; ซึ่งสลายกระดูก แม้เราจะคิดว่ากระดูกอยู่นิ่ง ๆ แต่ความจริงก็คือมันแอ็กทีฟตลอดเวลา กระดูกใหม่ ๆ จะถูกสร้างอยู่เสมอเช่นเดียวกับกระดูกที่เก่าแล้ว ก็จะสลายไป โดยไขกระดูกในกระดูกบางชิ้นเป็นเพียงเนื้อเยื่อไขมัน แต่ในบางชิ้นจะมีทั้งเซลล์ไขมันและเซลล์ซึ่งสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ดังนั้น เซลล์ตามที่กล่าวมาทุกชนิดสามารถกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ทั้งนั้น  มะเร็งกระดูกคืออะไร ปกติแล้วเวลาที่คุณหมอนบอกว่าเราเป็นมะเร็งกระดูก มักจะเป็นมะเร็งที่ลามมาจากส่วนอื่นมากกว่า ชนิดนี้เรียกว่ามะเร็งระยะแพร่กระจาย (Metastartis Cancer) อาจเกิดได้กับคนที่เป็นมะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมาก ปอด และมะเร็งอื่นๆ ในระยะลุกลาม หากคุณเป็นมะเร็งปอด แล้วลามมายังกระดูก เซลล์มะเร็งที่อยู่ในกระดูกจะมีธรรมชาติเหมือนเซลล์มะเร็งที่อยู่ในปอด จึงใช้การรักษาแบบเดียวกัน ส่วนมะเร็งอื่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div><img src="http://img.kapook.com/image/health/Pain/bone_.jpg" alt="มะเร็งกระดูก" width="400" height="400" border="0" /></p>
</div>
<p style="text-align: justify;">
ชะล่าใจได้หรือไม่กับ มะเร็งกระดูก (Lisa)</p>
<p>แม้จะเป็นมะเร็งที่พบไม่บ่อยเหมือนกับมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งปากมดลูก แต่สำหรับคนหนุ่มสาวอาจเสี่ยงกับมะเร็งกระดูกอยู่สักหน่อย ว่าแต่เราจำเป็นต้องกลัวมะเร็งกระดูกหรือไม่ ไปดูกัน!</p>
<p>แม้เราจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับมะเร็งกระดูกมากนัก แต่มันก็ไม่ได้ไกลตัวเราอย่างที่คิดในนัยหนึ่ง แม้ตัวของมันเองจะไม่ได้อันตรายถึงชีวิต แต่ก็เปรียบเสมือนของแถมที่คุณไม่อยากได้ยามที่คุณปล่อยมะเร็งชนิดอื่นไว้ หรือหากคุณมองข้ามแล้วปล่อยให้มันลุกลามมะเร็งกระดูกก็อาจคร่าชีวิตคุณได้เหมือนกัน ลองมาทำความรู้จักกับมะเร็งกระดูกกันเถอะ</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/1119254.gif" alt="" border="0" /> รู้จัก &#8220;กระดูก&#8221; เสียก่อน</p>
<p>อย่างที่ทราบกันดีว่ากระดูกเป็นโครงให้ร่างกายของเรา กระดูกส่วนใหญ่จะมีลักษณะกลวง โดยมีไขกระดูกเป็นเนื้อเยื่ออ่อนนุ่มอยู่ข้างใน ซึ่งตัวกระดูกนั้นแข็งแรงมาก ปลายกระดูก แต่ละด้านจะมีกระดูกอ่อนที่มีลักษณะนิ่มทำหน้าที่เป็นหมอนรองไม่ให้กระดูกต่างชิ้นมาชนกัน แล้วตัวกระดูกนั้นก็จะถูกห่อหุ้มด้วยเนื้อเยื่อเส้นใยอีกทีหนึ่ง</p>
<p>ตัวกระดูกประกอบไปด้วยเซลล์สองประเภทคือ &#8221;Osteoblats&#8221; ซึ่งเป็นเซลล์สร้างกระดูกและเซลล์ &#8220;Osteoclasts&#8221; ซึ่งสลายกระดูก แม้เราจะคิดว่ากระดูกอยู่นิ่ง ๆ แต่ความจริงก็คือมันแอ็กทีฟตลอดเวลา กระดูกใหม่ ๆ จะถูกสร้างอยู่เสมอเช่นเดียวกับกระดูกที่เก่าแล้ว ก็จะสลายไป โดยไขกระดูกในกระดูกบางชิ้นเป็นเพียงเนื้อเยื่อไขมัน แต่ในบางชิ้นจะมีทั้งเซลล์ไขมันและเซลล์ซึ่งสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ดังนั้น เซลล์ตามที่กล่าวมาทุกชนิดสามารถกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ทั้งนั้น</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/1119254.gif" alt="" border="0" /> มะเร็งกระดูกคืออะไร</p>
<p>ปกติแล้วเวลาที่คุณหมอนบอกว่าเราเป็นมะเร็งกระดูก มักจะเป็นมะเร็งที่ลามมาจากส่วนอื่นมากกว่า ชนิดนี้เรียกว่ามะเร็งระยะแพร่กระจาย (Metastartis Cancer) อาจเกิดได้กับคนที่เป็นมะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมาก ปอด และมะเร็งอื่นๆ ในระยะลุกลาม หากคุณเป็นมะเร็งปอด แล้วลามมายังกระดูก เซลล์มะเร็งที่อยู่ในกระดูกจะมีธรรมชาติเหมือนเซลล์มะเร็งที่อยู่ในปอด จึงใช้การรักษาแบบเดียวกัน</p>
<p>ส่วนมะเร็งอื่น ๆ ก็อาจเริ่มต้นในไขกระดูก หรือในเซลล์สร้างเม็ดเลือดนั่นเอง ที่พบได้มากที่สุดคือมะเร็งเม็ดเลือดขาว แต่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิดและสูติเมียทั้งหมดอาจเริ่มในไขกระดูกได้ทั้งนั้น</p>
<p>ในอีกด้านหนึ่ง มะเร็งที่เกิดบริเวณกระดูกนั้น บางทีอาจถูกเรียกว่า Sarcoma ซึ่งเกิดขึ้นได้ในกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เนื้อเยื่อไขมัน หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ ในร่างกาย โดยมีมะเร็งสองชนิดที่พบได้มากที่สุดก็คือ Osteosarcoma และ Chondrosarcoma ทั้งนี้ เฉพาะในสหรัฐฯ ทาง American Cancer Society ประเมินว่ามีผู้ป่วยในปีนี้กว่า 2,810 ราย และเสียชีวิตสูงถึง 1,490 ราย</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/dd3.gif" alt="" border="0" /> Osteosarcoma หรือเรียกว่า Osteogenic Sarcoma เป็นมะเร็งที่เกิดจากกระดูกซึ่งพบได้บ่อยที่สุด มักจะเกิดขึ้นในคนอายุ 10-30 ปี แต่มีถึง 10% ที่เกิดกับคนอายุ 60-70 ปี และจะพบได้ยากในช่วงวัยกลางคน ผู้ชายมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้หญิง โดยเนื้องอกมักจะเริ่มในกระดูกแขน ขา หรืออุ้งเชิงกราน</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/dd3.gif" alt="" border="0" /> Chondrosarcoma เป็นมะเร็งจากกระดูกอ่อน พบได้มากเป็นอันดับสองของมะเร็งกระดูกที่เจอทั้งหมด หลังจากอายุ 20 ความเสี่ยงเป็นมะเร็งนิดนี้ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนอายุ 75 ปี โดยที่ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชาย มักจะเกิดในอุ้งเชิงกราน ขา และแขน</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/1119254.gif" alt="" border="0" /> ปริศนาแห่งสาเหตุ</p>
<p>แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้คุณเสี่ยงกับมะเร็งกระดูกมากขึ้น เช่น การสูบบุหรี่ หรือการได้รับรังสี แต่ผู้ป่วยส่วนมากไม่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เสียด้วยซ้ำ และแม่ในปัจจุบันก็ยังไม่ทราบว่าสาเหตุหลักของมะเร็งกระดูกคืออะไรก็แน่ แต่ทั้งนี้การเลิกบุหรี่และการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับมาตรฐานก็อาจช่วยให้คุณอยู่ห่างไกลจากโรคกระดูกพรุนมากขึ้นอีกนิด</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/1119254.gif" alt="" border="0" /> อาการที่ควรตระหนัก</p>
<p>ส่วนใหญ่แล้วคนที่มีอาการของมะเร็งกระดูกมักไม่ได้เป็นจากมะเร็งสองชนิดนี้ หรือจะไม่คิดว่าร้ายแรงถึงขนาดเป็นมะเร็งกระดูก อย่างไรก็ดี หากคุณมีอาการต่อไปนี้เป็นระยะเวลานานหรือคุณภาพชีวิตลดลงจากอาการป่วย คุณก็ควรไปพบแพทย์ดีกว่า</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/dd3.gif" alt="" border="0" /> เจ็บจากในกระดูก เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด ในระยะแรกอาการเจ็บ อาจจะมา ๆ หาย ๆ และอาจเจ็บมากขึ้นในตอนกลางคืนโดยเฉพาะในเวลาที่คุณใช้กระดูกมาก แต่เมื่อมะเร็งเติบโตขึ้นคุณอาจจะเจ็บตลอดเวลา</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/dd3.gif" alt="" border="0" /> บวม อาการบวมในบริเวณที่เจ็บอาจไม่เกิดขึ้นทันที ขึ้นอยู่กับบริเวณที่คุณเป็นเนื้องอก และคุณก็อาจจะรู้สึกได้ถึงก้อนเนื้อด้วยซ้ำ</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/dd3.gif" alt="" border="0" /> น้ำหนักลดหรืออ่อนเพลีย อาจเป็นสัญญาณว่ามะเร็งลุกลามแล้ว เช่น หากกระจายไปยังปอด คุณอาจหายใจไม่สะดวกหรือไอตลอดเวลา อย่ารอช้า รีบไปพบแพทย์โดยด่วน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://revisatumsn.com/%e0%b8%8a%e0%b8%b0%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-%e0%b8%a1%e0%b8%b0/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>17 มาตรการ ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ช่วงน้ำท่วม</title>
		<link>http://revisatumsn.com/17-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%84/</link>
		<comments>http://revisatumsn.com/17-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%84/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Feb 2012 22:59:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[casinoonline]]></category>
		<category><![CDATA[slot online]]></category>
		<category><![CDATA[sport betting]]></category>
		<category><![CDATA[casino online]]></category>
		<category><![CDATA[slot]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://revisatumsn.com/?p=35</guid>
		<description><![CDATA[ในช่วงที่ประชาชนทั้งหลายต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมเช่นนี้ แน่นอนว่าทุก ๆ คนล้วนประสบปัญหากันอย่างถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขาดแคลนเครื่องอุปโภคและบริโภค ที่อยู่อาศัยพังเสียหาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บซึ่งตามมากับน้ำท่วมมากมาย อาทิ น้ำกัดเท้า อุจจาระร่วง ไข้ฉี่หนู ตาแดง ไข้หวัดใหญ่  ไข้เลือดออก รวมทั้งอันตรายจากภัยอื่น ๆ ทางน้ำ เช่น การตกจมน้ำ ไฟฟ้าช็อต สัตว์มีพิษอันตราย ฯลฯ ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินชีวิตในช่วงน้ำท่วมของผู้ประสบภัยและประชาชนที่เดือดร้อนกับภาวะน้ำท่วมเป็นไปด้วยความปลอดภัย เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ ได้แนะนำมาตรการจำเป็น 17 ประการ เพื่อเป็นการป้องกันโรคและภัยจากน้ำท่วมให้กับประชาชน ดังนี้ 1) หากจำเป็นต้องเดินทางหรือทำกิจกรรมทางน้ำ ควรเตรียมตัวอุปกรณ์ชูชีพให้พร้อม หรือนำอุปกรณ์ประยุกต์ที่หาง่ายติดตัวไปด้วยเสมอ เช่น ถังแกลลอนเปล่าปิดฝา ขวดน้ำพลาสติกเปล่าปิดฝา 2) ให้ระวังเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวจากกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว เพราะอาจถูกกระแสน้ำพัดพาหรือตกลงในบ่อน้ำลึกได้ 3) อย่าพยามยามวิ่งหรือขับรถผ่านในที่มีน้ำไหลเชี่ยว 4) ควรงดการดื่มสุรา เนื่องจากทำให้ทรงตัวไม่ดีเพิ่มโอกาสลื่นล้ม พลัดตกจมน้ำ หรืองดตัดสินใจทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเสี่ยงต่อการเสียชีวิต เช่น กระโดดจากสะพานลงเล่นน้ำ เป็นต้น 5) ให้ตัดสวิตซ์กระแสไฟฟ้าเพื่อป้องกันไฟฟ้าดูดหรือช็อต [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div>
<img src="http://img.kapook.com/image/News/protect_1.jpg" alt="" border="0" /></p>
</div>
<p>ในช่วงที่ประชาชนทั้งหลายต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมเช่นนี้ แน่นอนว่าทุก ๆ คนล้วนประสบปัญหากันอย่างถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขาดแคลนเครื่องอุปโภคและบริโภค ที่อยู่อาศัยพังเสียหาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บซึ่งตามมากับน้ำท่วมมากมาย อาทิ น้ำกัดเท้า อุจจาระร่วง ไข้ฉี่หนู ตาแดง ไข้หวัดใหญ่  ไข้เลือดออก รวมทั้งอันตรายจากภัยอื่น ๆ ทางน้ำ เช่น การตกจมน้ำ ไฟฟ้าช็อต สัตว์มีพิษอันตราย ฯลฯ</p>
<p>ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินชีวิตในช่วงน้ำท่วมของผู้ประสบภัยและประชาชนที่เดือดร้อนกับภาวะน้ำท่วมเป็นไปด้วยความปลอดภัย เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ ได้แนะนำมาตรการจำเป็น 17 ประการ เพื่อเป็นการป้องกันโรคและภัยจากน้ำท่วมให้กับประชาชน ดังนี้</p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms2/dookdik/z3.gif" alt="" border="0" />1) หากจำเป็นต้องเดินทางหรือทำกิจกรรมทางน้ำ ควรเตรียมตัวอุปกรณ์ชูชีพให้พร้อม หรือนำอุปกรณ์ประยุกต์ที่หาง่ายติดตัวไปด้วยเสมอ เช่น ถังแกลลอนเปล่าปิดฝา ขวดน้ำพลาสติกเปล่าปิดฝา</p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms2/dookdik/z3.gif" alt="" border="0" />2) ให้ระวังเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวจากกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว เพราะอาจถูกกระแสน้ำพัดพาหรือตกลงในบ่อน้ำลึกได้</p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms2/dookdik/z3.gif" alt="" border="0" />3) อย่าพยามยามวิ่งหรือขับรถผ่านในที่มีน้ำไหลเชี่ยว</p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms2/dookdik/z3.gif" alt="" border="0" />4) ควรงดการดื่มสุรา เนื่องจากทำให้ทรงตัวไม่ดีเพิ่มโอกาสลื่นล้ม พลัดตกจมน้ำ หรืองดตัดสินใจทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเสี่ยงต่อการเสียชีวิต เช่น กระโดดจากสะพานลงเล่นน้ำ เป็นต้น</p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms2/dookdik/z3.gif" alt="" border="0" />5) ให้ตัดสวิตซ์กระแสไฟฟ้าเพื่อป้องกันไฟฟ้าดูดหรือช็อต ขณะเกิดน้ำท่วมขัง</p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms2/dookdik/z3.gif" alt="" border="0" />6) เก็บของมีค่าและจำเป็นขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันน้ำท่วม</p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms2/dookdik/z3.gif" alt="" border="0" />7) จัดเตรียมของใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต   เช่น น้ำดื่ม ไฟฉาย ยารักษาโรคพื้นฐาน ยาโรคประจำตัว และสิ่งของที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิตอื่น ๆ</p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms2/dookdik/z3.gif" alt="" border="0" /> <img src='http://revisatumsn.com/wp-includes/images/smilies/icon_cool.gif' alt='8)' class='wp-smiley' /> อาหารกล่องที่ได้รับแจก ควรรับประทานทันทีอย่าเก็บไว้ เพราะจะทำให้อาหารบูด เน่าเสีย อาหารเป็นพิษได้ หากมีเหลือควรสิ้งใส่ถุงพลาสติกแล้วมัดปากถุง</p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms2/dookdik/z3.gif" alt="" border="0" />9) ล้างมือก่อนรับประทานอาหารหรือหลังออกจากห้องน้ำ ห้องห้องส้วมทุกครั้ง</p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms2/dookdik/z3.gif" alt="" border="0" />10) ไม่ควรใช้มือขยี้ตาอาจทำให้ตาติดเชื้อและอาจเสี่ยงเป็นโรคตาแดงได้</p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms2/dookdik/z3.gif" alt="" border="0" />11) ในกรณีที่มีบาดแผล ไม่ควรเดินลุยย่ำน้ำ ย่ำโคลน ควรใส่รองเท้าบูทหรือถุงพลาสติกยาวป้องกันเท้าและสวมทับด้วยถุงเท้าและ รองเท้า  แต่หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำ ย่ำน้ำเสร็จแล้วควรทำความสะอาดเท้าและแผลแล้วเช็ดให้แห้ง</p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms2/dookdik/z3.gif" alt="" border="0" />12) กรณีมีสัตว์ป่วยตาย ให้ใส่ถุงพลาสติกแล้วผูกให้มิดชิด หรือนำไปฝัง เผา ไม่ควรนำทิ้งลงน้ำอาจทำให้แพร่เชื้อในกระแสน้ำเกิดโรคระบาดได้</p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms2/dookdik/z3.gif" alt="" border="0" />13) ไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงมาอยู่ใกล้ชิดเพราะอาจติดเชื้อโรคจากสัตว์ได้</p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms2/dookdik/z3.gif" alt="" border="0" />14) สำรวจภาชนะที่มีน้ำขังให้คว่ำไว้ เพื่อป้องกันเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายพาหนะโรคไข้เลือดออก</p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms2/dookdik/z3.gif" alt="" border="0" />15) ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกเสมอ และดื่มน้ำสะอาด</p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms2/dookdik/z3.gif" alt="" border="0" />16) ทิ้งขยะและเศษอาหารในถุงพลาสติก มัดปากถุงให้มิดชิดห้ามทิ้งลงน้ำ</p>
<p><img src="http://hilightad.kapook.com/img_cms2/dookdik/z3.gif" alt="" border="0" />17) ให้ระมัดระวังสัตว์มีพิษ กัด ต่อย พร้อมทั้งหมั่นสำรวจตรวจตราบ้าน กองผ้า ถุงใส่ของ เพื่อป้องกันสัตว์มีพิษหลบเข้าไปอยู่อาศัยใกล้ตัว</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://revisatumsn.com/17-%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จิตตก ระวัง มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ถามหา</title>
		<link>http://revisatumsn.com/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%81-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://revisatumsn.com/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%81-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Feb 2012 22:57:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[casinoonline]]></category>
		<category><![CDATA[slot online]]></category>
		<category><![CDATA[sport betting]]></category>
		<category><![CDATA[casino online]]></category>
		<category><![CDATA[slot]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://revisatumsn.com/?p=33</guid>
		<description><![CDATA[แพทย์เตือน &#8220;จิตตก&#8221; เสี่ยงมะเร็งถามหา (ไทยโพสต์) ความผิดปกติของเซลล์ในร่างกายคนเรานั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา แม้ร่างกายจะมีกระบวนการจัดการความผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ถ้าวันใดเกิดจิตตก เครียด วิตกกังวล ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้กลไกทางภูมิคุ้มกันลดลง เซลล์ที่ผิดปกติก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ศ.นพ.สุรพล อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการอาวุโสศูนย์โลหิตวิทยากรุงเทพ โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีการสำรวจอุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองไว้ชัดเจน แต่ข้อมูลจากโรงพยาบาลศิริราชชี้ให้เห็นว่า มีคนไข้ใหม่โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอยู่ราว 200-300 รายต่อปี ประมาณการว่าทั้งประเทศน่าจะมีประมาณ 1,000-1,500 รายต่อปี สาเหตุของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองยังไม่ทราบแน่ชัด แต่แพทย์สันนิษฐานว่ามีความเกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น Epstein-Barr virus ซึ่งได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจนแล้วว่า เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง คุณหมอบอกว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีกำเนิดมาจากเซลล์ในต่อมน้ำเหลือง โรคนี้แบ่งได้เป็น 2 ชนิดตามลักษณะของชิ้นเนื้อ ได้แก่ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkin lymphoma (NHL) และชนิด Hodgkin disease (HD) โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทั้งสองชนิดจะมีอาการคล้ายกัน คือ มีต่อมน้ำเหลืองโตเป็นหลัก แต่ NHL อาจมีก้อนโตที่อวัยวะอื่น ๆ พบได้บ่อยกว่า เช่น ที่ลำไส้ ปอด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div><img src="http://img.kapook.com/image/health/worried.jpg" alt="เครียด" width="350" height="523" border="0" /></div>
<p style="text-align: justify;">
แพทย์เตือน &#8220;จิตตก&#8221; เสี่ยงมะเร็งถามหา (ไทยโพสต์)</p>
<p>ความผิดปกติของเซลล์ในร่างกายคนเรานั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา แม้ร่างกายจะมีกระบวนการจัดการความผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ถ้าวันใดเกิดจิตตก เครียด วิตกกังวล ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้กลไกทางภูมิคุ้มกันลดลง เซลล์ที่ผิดปกติก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลือง</p>
<p>ศ.นพ.สุรพล อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการอาวุโสศูนย์โลหิตวิทยากรุงเทพ โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีการสำรวจอุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองไว้ชัดเจน แต่ข้อมูลจากโรงพยาบาลศิริราชชี้ให้เห็นว่า มีคนไข้ใหม่โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอยู่ราว 200-300 รายต่อปี ประมาณการว่าทั้งประเทศน่าจะมีประมาณ 1,000-1,500 รายต่อปี</p>
<p>สาเหตุของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองยังไม่ทราบแน่ชัด แต่แพทย์สันนิษฐานว่ามีความเกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น Epstein-Barr virus ซึ่งได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจนแล้วว่า เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง</p>
<p>คุณหมอบอกว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีกำเนิดมาจากเซลล์ในต่อมน้ำเหลือง โรคนี้แบ่งได้เป็น 2 ชนิดตามลักษณะของชิ้นเนื้อ ได้แก่ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkin lymphoma (NHL) และชนิด Hodgkin disease (HD) โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทั้งสองชนิดจะมีอาการคล้ายกัน คือ มีต่อมน้ำเหลืองโตเป็นหลัก แต่ NHL อาจมีก้อนโตที่อวัยวะอื่น ๆ พบได้บ่อยกว่า เช่น ที่ลำไส้ ปอด สมอง เป็นต้น</p>
<p>&#8220;มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง (High Grade) ที่มีอาการปรากฏชัดเจน ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตเร็วร่วมกับมีอาการอื่น เช่น มีไข้ น้ำหนักลด และมีเหงื่อออกตอนกลางคืน ในขณะที่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดค่อยเป็นค่อยไป (Low Grade) อาการของต่อมน้ำเหลืองจะโตขึ้นอย่างช้า ๆ และอาจไม่มีอาการอื่นเลย&#8221; คุณหมอ บอก</p>
<p>สำหรับในประเทศไทย มะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่พบส่วนใหญ่จะเป็นชนิด NHL ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นชนิดย่อย ๆ อีกหลายชนิด แต่ละชนิดจะใช้วิธีการรักษาที่แตกต่างกันบ้าง จึงมีความจำเป็นต้องตรวจชิ้นเนื้อและตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อให้ทราบถึงชนิดที่แท้จริงของมะเร็ง อันจะนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสมต่อไป</p>
<p>ทั้งนี้ อาการของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ อาการที่เกิดขึ้นจากต่อมน้ำเหลืองโต สามารถเห็นและคลำได้ชัดเจน โดยตำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ ต่อมน้ำเหลืองที่คอ รักแร้ และขาหนีบ ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นกับต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ภายในร่างกาย เช่น ช่องทรวงอก ช่องท้อง ความรุนแรงของโรคมีความแตกต่างกัน โดยต่อมน้ำเหลืองที่เป็นมะเร็งจะโตเร็วมาก อาจแตกเป็นแผลและมีเลือดออกได้ และหากไม่ได้รับการรักษาแต่ต้น มะเร็งอาจแพร่กระจายไปสู่ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย และมีผลทำให้การทำงานของร่างกายล้มเหลวถึงแก่ชีวิต</p>
<p>คุณหมอย้ำว่า คนเรามีเซลล์ผิดปกติที่พร้อมจะกลายเป็นมะเร็งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยร่างกายมีกระบวนการในการจัดการเซลล์ที่ผิดปกติอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดมีจิตตก อาการเครียด กลไกทางภูมิคุ้มกันที่มีอยู่จะลดลง จนทำให้เซลล์ที่ผิดปกติเพิ่มจำนวนมากขึ้นและกลายเป็นก้อนมะเร็งในที่สุด</p>
<p>ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการป้องกันโรคมะเร็ง คือ พยายามปรับอารมณ์ไม่ให้เครียด วิตกกังวลจนเกินไป และหมั่นตรวจร่างกายสม่ำเสมอเป็นประจำ เพราะหากพบความผิดปกติแต่เนิ่น ๆ การรักษาจะทำได้ดี แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ การรักษาอาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร</p>
<p>สำหรับเป้าหมายในการรักษาโรคมะเร็งที่ดีที่สุดก็คือ การรักษาให้หายขาด แต่ถ้ารักษาให้หายขาดไม่ได้ก็พยายามรักษาไม่ให้โรคลุกลามต่อไป</p>
<p>ความเข้าใจผิดที่ว่าคนที่เป็นโรคมะเร็งควรงดอาหารประเภทโปรตีน เนื่องจากโปรตีนมีส่วนทำให้เซลล์มะเร็งให้โตนั้น คุณหมอยืนยันว่าเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะร่างกายมีความจำเป็นต้องได้รับอาหารครบทั้ง 5 หมู่ อีกทั้งร่างกายจำเป็นต้องใช้โปรตีนในการซ่อมแซมความสึกหรอต่าง ๆ ของร่างกาย คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าเซลล์ปกติจะต้องขาดโปรตีนไปด้วย</p>
<p>ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีความซับซ้อนและแบ่งเป็นหลายชนิด รวมทั้งมีอาการหลายลักษณะ ซึ่งต้องใช้วิธีการรักษาที่แตกต่างกันไป จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้องแม่นยำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://revisatumsn.com/%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%95%e0%b8%81-%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องของเชื้อเอชพีวีกับมะเร็งปากมดลูก</title>
		<link>http://revisatumsn.com/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://revisatumsn.com/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Feb 2012 22:56:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[casinoonline]]></category>
		<category><![CDATA[slot online]]></category>
		<category><![CDATA[sport betting]]></category>
		<category><![CDATA[casino online]]></category>
		<category><![CDATA[slot]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://revisatumsn.com/?p=30</guid>
		<description><![CDATA[เชื้อเอชพีวีกับมะเร็งปากมดลูก (หมอชาวบ้าน) คุณผู้อ่านนิตยสารหมอชาวบ้าน ได้ถามคำถามมาว่า กลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกมีอะไรบ้าง และมีวิธีป้องกันโรคนี้อย่างไร เรามาติดตามหาคำตอบเรื่องนี้จาก นพ.ชัยยศ ธีรผกาวงศ์ กันค่ะ สำหรับมะเร็งนั้นเป็นโรคอันดับ 1 ที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุด ในจำนวนนี้ผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกครองอันดับ 1 มาหลายสิบปี โดยผู้เสียชีวิตร้อยละ 80 มาพบแพทย์เมื่อมะเร็งลุกลามไปแล้ว ซึ่งหากตรวจพบมะเร็งในระยะก่อนมะเร็ง หรือระยะเริ่มแรกโอกาสหายขาดก็จะมีมากเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมีความสะดวกรวดเร็ว ไม่เจ็บปวด และยังเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าในระยะลุกลาม ถือเป็นการตรวจสุขภาพอย่างหนึ่งที่หญิงไทยควรใส่ใจ มะเร็งปากมดลูก เกิดจากการติดเชื้อฮิวแมนแพปพิลโลมาไวรัสหรือ เอชพีวี (HPV) เชื้อนี้เกือบทั้งหมดติดทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมทางเพศไม่เหมาะสม เช่น มีคู่นอนหลายคนทำให้ติดเชื้อได้มากขึ้น หรือการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย รวมทั้งการสูบบุหรี่ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้น การป้องกันสามารถทำได้ง่าย ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งมีอยู่ 2 วิธีคือ ตรวจแบบ Pap Test หรือตรวจหาเชื้อ HPV DNA ซึ่งให้ผลการตรวจที่แม่นยำ ภายหลังจากที่ตรวจแล้ว ควรติดตามผลลัพธ์และรับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะสามารถตรวจพบเชื้อเอชพีวีชนิดก่อมะเร็ง หรือตรวจพบเซลล์ผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็ง ซึ่งใช้เวลานานกว่าจะกลายเป็นมะเร็ง หากพบความผิดปกติในระยะนี้สามารถรักษาจนหายขาดได้ด้วยวิธีที่ไม่ยุ่งยาก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div><img src="http://img.kapook.com/image/health/flat%20ab.jpg" alt="มะเร็งปากมดลูก" width="450" height="300" border="0" /></div>
<p style="text-align: justify;">เชื้อเอชพีวีกับมะเร็งปากมดลูก (หมอชาวบ้าน)</p>
<p style="text-align: justify;">คุณผู้อ่านนิตยสารหมอชาวบ้าน ได้ถามคำถามมาว่า กลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกมีอะไรบ้าง และมีวิธีป้องกันโรคนี้อย่างไร เรามาติดตามหาคำตอบเรื่องนี้จาก นพ.ชัยยศ ธีรผกาวงศ์ กันค่ะ</p>
<p style="text-align: justify;">สำหรับมะเร็งนั้นเป็นโรคอันดับ 1 ที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุด ในจำนวนนี้ผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกครองอันดับ 1 มาหลายสิบปี โดยผู้เสียชีวิตร้อยละ 80 มาพบแพทย์เมื่อมะเร็งลุกลามไปแล้ว ซึ่งหากตรวจพบมะเร็งในระยะก่อนมะเร็ง หรือระยะเริ่มแรกโอกาสหายขาดก็จะมีมากเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์</p>
<p style="text-align: justify;">ปัจจุบันการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมีความสะดวกรวดเร็ว ไม่เจ็บปวด และยังเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าในระยะลุกลาม ถือเป็นการตรวจสุขภาพอย่างหนึ่งที่หญิงไทยควรใส่ใจ</p>
<p style="text-align: justify;">มะเร็งปากมดลูก เกิดจากการติดเชื้อฮิวแมนแพปพิลโลมาไวรัสหรือ เอชพีวี (HPV) เชื้อนี้เกือบทั้งหมดติดทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมทางเพศไม่เหมาะสม เช่น มีคู่นอนหลายคนทำให้ติดเชื้อได้มากขึ้น หรือการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย รวมทั้งการสูบบุหรี่ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้น</p>
<p style="text-align: justify;">การป้องกันสามารถทำได้ง่าย ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งมีอยู่ 2 วิธีคือ ตรวจแบบ Pap Test หรือตรวจหาเชื้อ HPV DNA ซึ่งให้ผลการตรวจที่แม่นยำ ภายหลังจากที่ตรวจแล้ว ควรติดตามผลลัพธ์และรับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะสามารถตรวจพบเชื้อเอชพีวีชนิดก่อมะเร็ง หรือตรวจพบเซลล์ผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็ง ซึ่งใช้เวลานานกว่าจะกลายเป็นมะเร็ง หากพบความผิดปกติในระยะนี้สามารถรักษาจนหายขาดได้ด้วยวิธีที่ไม่ยุ่งยาก ค่าใช้จ่ายต่ำและปลอดภัย ซึ่งแตกต่างจากในระยะที่มะเร็งลุกลามไปแล้วจะรักษาได้ยาก ค่าใช้จ่ายสูงและมีผลข้างเคียงสูง</p>
<p style="text-align: justify;">โดยปกติผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรกจะไม่พบอาการผิดปกติ จึงจำเป็นต้องตรวจภายในและรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยสตรีที่เคยมีเพศสัมพันธ์ ควรรับการตรวจปีละ 1 ครั้ง ส่วนผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ควรรับการตรวจเมื่อมีอายุ 35 ปีขึ้นไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://revisatumsn.com/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%8a%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปรับไลฟ์สไตล์ต้านมะเร็ง</title>
		<link>http://revisatumsn.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%9f%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87/</link>
		<comments>http://revisatumsn.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%9f%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Feb 2012 22:52:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[casinoonline]]></category>
		<category><![CDATA[slot online]]></category>
		<category><![CDATA[sport betting]]></category>
		<category><![CDATA[casino online]]></category>
		<category><![CDATA[slot]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://revisatumsn.com/?p=27</guid>
		<description><![CDATA[ปรับไลฟ์สไตล์ต้านมะเร็ง (Healthplus) ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้การดำเนินชีวิตในแต่ละวันของเราแปรปรวน เปลี่ยนแปลง และแตกต่างไปจากคนสมัยก่อนมาก ไหนจะชั่วโมงทำงานที่ยาวนานจนดึกดื่น ความเครียด ความเร่งรีบ ทำให้กิน-นอนไม่เป็นเวลา อาหารหลักที่กินคืออาหารสำเร็จรูป การอยู่ท่ามกลางมลพิษ และสารเคมีต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในเกือบทุกกิจกรรม ทั้งหมดนี้มีส่วนสำคัญทำให้สุขภาพเราย่ำแย่ โรคภัยพากันถามหามากมาย หนึ่งในนั้น คือ มะเร็งร้าย ที่เชื่อกันว่า รูปแบบการใช้ชีวิตในปัจจุบันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนป่วยเป็นโรคนี้มากขึ้น แม้วิทยาการทางการแพทย์จะสามารถช่วยให้สองในสามของผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลกมี ชีวิตอยู่ต่ออย่างน้อยอีก 5 ปี แต่ขั้นตอนการรักษามะเร็งก็สร้างความเจ็บปวดไม่น้อยด้วยเหตุนี้ จึงมีคนจำนวนมากปฏิเสธการแพทย์สมัยใหม่ แล้วหันไปพึ่งการแพทย์ทางเลือกแทน โดยทั่วไปผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง จะต้องพบเจอกับปัญหาสุขภาพต่างจากคนทั่วไป มีภูมิต้านทานต่ำ หลังจากการรักษามะเร็งพวกเขามีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีก มากพอ ๆ กับโอกาสเกิดโรคหัวใจ เบาหวาน กระดูกพรุนและโรคเรื้อรังอื่น ๆ จากผลการวิจัยทำให้ทราบว่าการกินดีอยู่ดีและมีชีวิตเรียบง่ายนั้นช่วยให้ ปลอดภัยจากมะเร็งได้ โดยวิถีสีเขียวช่วยป้องกันโรคเรื้อรังที่อาจเกิดขึ้นได้ สมาคมมะเร็งแห่งอเมริกาและสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งอเมริกา ได้ออกคำแนะนำแก่ผู้ป่วยมะเร็งว่า ให้หมั่นสังเกตพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของตัวเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้เหมาะสมต่อสุขภาพในระยะยาว รวมทั้งปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม หากไม่อยากเจ็บปวดจากมะเร็ง ลองนำแนวทางการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตต่อไปนี้ไปปฏิบัติดู โภชนาการ  กินอาหารที่อุดมไปด้วยพืชผักหลากสี ทั้งผลไม้ ผัก ธัญพืชเต็มเมล็ด และถั่ว อาหารทุกมื้อจะต้องมีผักมากถึงสองในสาม และโปรตีนเพียงหนึ่งในสาม (จากทั้งเนื้อ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div><img src="http://img.kapook.com/image/health/healthy1_1.jpg" alt="ออกกำลังกาย" width="450" height="300" border="0" /></div>
<p style="text-align: justify;">ปรับไลฟ์สไตล์ต้านมะเร็ง (Healthplus)</p>
<p>ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้การดำเนินชีวิตในแต่ละวันของเราแปรปรวน เปลี่ยนแปลง และแตกต่างไปจากคนสมัยก่อนมาก ไหนจะชั่วโมงทำงานที่ยาวนานจนดึกดื่น ความเครียด ความเร่งรีบ ทำให้กิน-นอนไม่เป็นเวลา อาหารหลักที่กินคืออาหารสำเร็จรูป การอยู่ท่ามกลางมลพิษ และสารเคมีต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในเกือบทุกกิจกรรม ทั้งหมดนี้มีส่วนสำคัญทำให้สุขภาพเราย่ำแย่ โรคภัยพากันถามหามากมาย</p>
<p>หนึ่งในนั้น คือ มะเร็งร้าย ที่เชื่อกันว่า รูปแบบการใช้ชีวิตในปัจจุบันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนป่วยเป็นโรคนี้มากขึ้น แม้วิทยาการทางการแพทย์จะสามารถช่วยให้สองในสามของผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลกมี ชีวิตอยู่ต่ออย่างน้อยอีก 5 ปี แต่ขั้นตอนการรักษามะเร็งก็สร้างความเจ็บปวดไม่น้อยด้วยเหตุนี้ จึงมีคนจำนวนมากปฏิเสธการแพทย์สมัยใหม่ แล้วหันไปพึ่งการแพทย์ทางเลือกแทน</p>
<p>โดยทั่วไปผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง จะต้องพบเจอกับปัญหาสุขภาพต่างจากคนทั่วไป มีภูมิต้านทานต่ำ หลังจากการรักษามะเร็งพวกเขามีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีก มากพอ ๆ กับโอกาสเกิดโรคหัวใจ เบาหวาน กระดูกพรุนและโรคเรื้อรังอื่น ๆ จากผลการวิจัยทำให้ทราบว่าการกินดีอยู่ดีและมีชีวิตเรียบง่ายนั้นช่วยให้ ปลอดภัยจากมะเร็งได้ โดยวิถีสีเขียวช่วยป้องกันโรคเรื้อรังที่อาจเกิดขึ้นได้</p>
<p>สมาคมมะเร็งแห่งอเมริกาและสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งอเมริกา ได้ออกคำแนะนำแก่ผู้ป่วยมะเร็งว่า ให้หมั่นสังเกตพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของตัวเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้เหมาะสมต่อสุขภาพในระยะยาว รวมทั้งปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม หากไม่อยากเจ็บปวดจากมะเร็ง ลองนำแนวทางการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตต่อไปนี้ไปปฏิบัติดู</p>
<p>โภชนาการ</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/0801150405338438.gif" alt="" border="0" /> กินอาหารที่อุดมไปด้วยพืชผักหลากสี ทั้งผลไม้ ผัก ธัญพืชเต็มเมล็ด และถั่ว อาหารทุกมื้อจะต้องมีผักมากถึงสองในสาม และโปรตีนเพียงหนึ่งในสาม (จากทั้งเนื้อ สัตว์ปีก ปลา นม และไข่)</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/0801150405338438.gif" alt="" border="0" /> เลือกอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและเกลือต่ำ เลือกใช้สมุนไพรและเครื่องเทศแทนเครื่องปรุงรส เช่น กระเทียม ขมิ้น และกระเพรา เลือกไขมันดีจากน้ำมันมะกอก น้ำมันดอกคาร์โนลา และกรดไขมันโอเมก้า 3 จากปลา วอลนัท และแฟล็กซ์สีด</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/0801150405338438.gif" alt="" border="0" /> กินอาหารปลอดเนื้อสัตว์สองถึงสามมื้อต่อสัปดาห์ อาจเป็นผัดเต้าหู้ ลาซานญาเห็ด ผัดมะเขือยาว ซุปเห็ดหรือซุปถั่ว</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/0801150405338438.gif" alt="" border="0" /> มะเขือเทศ มีไลโคปีนหรือสารต้านอนุมูลอิสระทรงพลังที่ช่วยต้านเซลล์มะเร็ง ไลโคปีนดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งจากมะเขือเทศดิบและสุกทั้งยังช่วย ป้องกันโรคหัวใจและลดระดับคอเลสเตอรอลได้</p>
<p>การควบคุมน้ำหนัก</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/0801150405338438.gif" alt="" border="0" /> รักษาน้ำหนักให้คงที่เสมอ ถ้าน้ำหนักเพิ่มขึ้นหลังการรักษามะเร็ง ให้รีบลดน้ำหนักทันที แต่ต้องไม่เกินสัปดาห์ละ 1 กิโลกรัม ควรกินเมื่อหิว และกินแค่พอใช้พลังงานทำกิจกรรม แต่ละวัน ถ้าเบื่อหรือเหงาก็จะหันไปทำกิจกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการกิน เช่น คุยกับเพื่อนหรือเดินเล่น ไม่อดอาหาร เพราะยิ่งจะทำให้กินจุมากขึ้นในมื้อถัดไป</p>
<p>การออกกำลังกาย</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/0801150405338438.gif" alt="" border="0" /> ออกกำลังกายต่อเนื่องอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน ก่อนจะเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายแต่ละครั้งต้องได้รับอนุญาตจากแพทย์ก่อน</p>
<p>เครื่องดื่มแอลกอฮอล์</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/0801150405338438.gif" alt="" border="0" /> ดื่มแต่พอประมาณ นั่นหมายถึงตามมาตรฐานที่ว่า วันละแก้วสำหรับผู้หญิง สองแก้วสำหรับผู้ชาย</p>
<div><img src="http://img.kapook.com/image/Food/prepare%20meal.jpg" alt="อาหารเพื่อสุขภาพ" width="250" height="375" border="0" /></div>
<p>การเตรียมอาหารและความปลอดภัย</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/0801150405338438.gif" alt="" border="0" /> หลีกเลี่ยงอาหารขยะเท่าที่จะเลี่ยงได้เพื่อป้องกันโรคภัยที่อาจมากับการกิน เพราะผู้ป่วยมะเร็งนั้นมีความเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนได้สูง</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/0801150405338438.gif" alt="" border="0" /> แยกเขียงสำหรับเนื้อสด ปลา หรือสัตว์ปีก เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อน</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/0801150405338438.gif" alt="" border="0" /> ใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิอาหารเพื่อดูว่ามันสุกดีหรือยัง</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/0801150405338438.gif" alt="" border="0" /> ไม่กินอาหารที่ไหม้หรือเกรียม เมื่อจะปิ้งย่างให้นำเนื้อไปหมักกับซอสเสียก่อนและไม่ให้อาหารสัมผัสกับเปลวไฟโดยตรง</p>
<p>การพบแพทย์</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/0801150405338438.gif" alt="" border="0" /> ตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อหาความเสี่ยงการกลับมาเป็นซ้ำ รวมทั้งความเสี่ยงเกิดโรคเรื้อรังอื่น ๆ</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/0801150405338438.gif" alt="" border="0" /> ปรึกษาแพทย์ถึงรูปแบบการดูแลตนเองที่เหมาะสม</p>
<p><img src="http://img.kapook.com/image/icon/icon_1/0801150405338438.gif" alt="" border="0" /> ข้อมูลเพิ่มเติมคลิก : สมาคมมะเร็งแห่งอเมริกา www.cancer.org</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://revisatumsn.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%9f%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b9%8c%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สูตรดีท็อกซ์จากแอปเปิ้ล ทำง่าย สบายกระเป๋า</title>
		<link>http://revisatumsn.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b9%8c%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://revisatumsn.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b9%8c%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 29 Jan 2012 14:57:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://revisatumsn.com/?p=22</guid>
		<description><![CDATA[การทำดีท็อกซ์มีตั้งแต่การสวนล้างลำไส้ แต่สำหรับคนที่คิดว่าขั้นตอนเช่นนี้ยุ่งยากและน่ากลัว ก็สามารถทำดีท็อกซ์ได้ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย ซึ่งมีสูตรอาหารเพื่อการดีท็อกซ์อยู่จำนวนไม่น้อย และวันนี้กระปุกดอทคอมก็ได้นำสูตรการกินเพื่อดีท็อกซ์มาฝากกันอีกหนึ่งสูตร ซึ่งเป็นสูตรที่ทำได้แสนง่าย แถมราคาเบา ๆ สบายกระเป๋า เพราะอาศัยแค่ผลไม้ยอดฮิตอย่าง &#8220;แอปเปิ้ล&#8221; เท่านั้นเองค่ะ สูตรการทำดีท็อกซ์ด้วยแอปเปิ้ล ไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงคุณทดแทนอาหารทุกมื้อด้วยแอปเปิ้ลเป็นเวลา 3 วัน และจำนวนแอปเปิ้ลที่ทานในช่วงเวลานี้ก็อยู่ที่ราว ๆ 24 ลูก หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความหิวของคุณในแต่ละมื้อนั่นเอง ซึ่งคุณสามารถใช้แอปเปิ้ลพันธุ์ใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นกาล่า กรีนสมิธ หรือว่าแมคอินทอช โดยสามารถเพิ่มส่วนผสมอย่างน้ำแอปเปิ้ล 100% หรือแอปเปิ้ลไซเดอร์ลงไปด้วยก็ได้ นอกจากนี้ยังต้องไม่ละเลยการดื่มน้ำให้เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ และน้ำที่ดื่มก็ควรเป็นน้ำอุ่น อันจะช่วยให้กระบวนการย่อยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสารเพ็คตินในแอปเปิ้ลจะช่วยดึงสารพิษที่ตกค้างในลำไส้ให้ออกมาจากร่างกายผ่านการขับถ่ายในแต่ละวัน และในวันสุดท้ายของการทำดีท็อกซ์ ให้ปิดท้ายด้วยการทานน้ำมันมะกอกชนิดเอ็กซ์ตราเวอร์จิ้น ปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ โดยสามารถผสมกับน้ำองุ่นหรือน้ำส้มเพื่อให้ดื่มง่ายขึ้นก็ได้ค่ะ ในช่วงเวลาระหว่างนี้จนครบ 3 วัน ร่างกายก็จะค่อย ๆ ขับถ่ายของเสียที่สะสมไว้ออกมา ช่วยให้คุณรู้สึกโล่งและสบายตัว นับเป็นการดีท็อกซ์แบบง่าย ๆ และสบายกระเป๋า ที่เห็นผลดีอีกหนึ่งสูตรเลยล่ะค่ะ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://img.kapook.com/image/Food/applesss.jpg" alt="แอปเปิ้ล" /></p>
<p>การทำดีท็อกซ์มีตั้งแต่การสวนล้างลำไส้ แต่สำหรับคนที่คิดว่าขั้นตอนเช่นนี้ยุ่งยากและน่ากลัว ก็สามารถทำดีท็อกซ์ได้ด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย ซึ่งมีสูตรอาหารเพื่อการดีท็อกซ์อยู่จำนวนไม่น้อย และวันนี้กระปุกดอทคอมก็ได้นำสูตรการกินเพื่อดีท็อกซ์มาฝากกันอีกหนึ่งสูตร ซึ่งเป็นสูตรที่ทำได้แสนง่าย แถมราคาเบา ๆ สบายกระเป๋า เพราะอาศัยแค่ผลไม้ยอดฮิตอย่าง &#8220;แอปเปิ้ล&#8221; เท่านั้นเองค่ะ</p>
<p>สูตรการทำดีท็อกซ์ด้วยแอปเปิ้ล ไม่มีอะไรยุ่งยาก เพียงคุณทดแทนอาหารทุกมื้อด้วยแอปเปิ้ลเป็นเวลา 3 วัน และจำนวนแอปเปิ้ลที่ทานในช่วงเวลานี้ก็อยู่ที่ราว ๆ 24 ลูก หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความหิวของคุณในแต่ละมื้อนั่นเอง ซึ่งคุณสามารถใช้แอปเปิ้ลพันธุ์ใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นกาล่า กรีนสมิธ หรือว่าแมคอินทอช โดยสามารถเพิ่มส่วนผสมอย่างน้ำแอปเปิ้ล 100% หรือแอปเปิ้ลไซเดอร์ลงไปด้วยก็ได้</p>
<div><img src="http://img.kapook.com/image/Food/Eating%20-%20Drinking/eating%20apple_1.jpg" alt="แอปเปิ้ล" width="300" height="450" /></div>
<p>นอกจากนี้ยังต้องไม่ละเลยการดื่มน้ำให้เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ และน้ำที่ดื่มก็ควรเป็นน้ำอุ่น อันจะช่วยให้กระบวนการย่อยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสารเพ็คตินในแอปเปิ้ลจะช่วยดึงสารพิษที่ตกค้างในลำไส้ให้ออกมาจากร่างกายผ่านการขับถ่ายในแต่ละวัน และในวันสุดท้ายของการทำดีท็อกซ์ ให้ปิดท้ายด้วยการทานน้ำมันมะกอกชนิดเอ็กซ์ตราเวอร์จิ้น ปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ โดยสามารถผสมกับน้ำองุ่นหรือน้ำส้มเพื่อให้ดื่มง่ายขึ้นก็ได้ค่ะ</p>
<p>ในช่วงเวลาระหว่างนี้จนครบ 3 วัน ร่างกายก็จะค่อย ๆ ขับถ่ายของเสียที่สะสมไว้ออกมา ช่วยให้คุณรู้สึกโล่งและสบายตัว นับเป็นการดีท็อกซ์แบบง่าย ๆ และสบายกระเป๋า ที่เห็นผลดีอีกหนึ่งสูตรเลยล่ะค่ะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://revisatumsn.com/%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b9%87%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b9%8c%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>12 เรื่องอยู่ให้ห่าง หากรักสุขภาพ</title>
		<link>http://revisatumsn.com/12-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://revisatumsn.com/12-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 15 Jan 2012 08:31:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://revisatumsn.com/?p=17</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องใกล้ตัวที่เราปฏิบัติกันอยู่ในชีวิตประจำวัน เราอาจกำลังทำร้ายร่างกายตัวเราเองอยู่ก็ได้        1. ดื่มกาเฟอีนมากเกินไป           ชาหรือกาแฟสักแก้วไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าถึงขนาดกลายเป็นลูกค้าประจำของร้านกาแฟ คุณอาจดื่มมากเกินไปแล้ว กาเฟอีนที่มากเกินไปจะกระตุ้นต่อมอะดรีนัลให้อยู่ในสภาวะเปิดสวิตช์ตลอดเวลา ทำให้คุณรู้สึกกระสับกระส่าย อาจนอนไม่หลับ ปวดศีรษะ และปวดท้อง แถมกาแฟยังอาจมีแคลอรีสูงด้วยนะถ้าคุณใส่นมมากเกินไป       2. ไปฟิตเนส แต่ปกติยังเอื่อยเฉื่อย         ก็ดีอยู่หรอกนะที่คุณออกกำลังสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง แต่โดยรวมแล้วลองเทียบกับเวลาทั้งหมด 168 ชั่วโมงสิ! เรื่องน่าสนใจอยู่ที่ครั้งหนึ่ง University of Maastricht เคยมีการศึกษา ซึ่งพบว่าคนที่เข้าฟิตเนสเบิร์นแคลอรีน้อยกว่าคนที่มีไลฟ์สไตล์กระฉับกระเฉงอีกนะ       3. ชอบกินข้าวนอกบ้าน เพราะการกินข้าวตามร้านอาหารมักจะมีปริมาณที่มากเกินพอดี สารอาหารมักจะไม่ได้ตามสัดส่วน และเครื่องปรุงที่ใช้มักไม่ดีต่อสุขภาพนัก       4. ดื่มหนัก           จริงอยู่ที่มีไกด์ไลน์ว่าดื่มวันละหนึ่งดริ๊งก์ดีต่อหัวใจ แต่คนส่วนใหญ่มักจะไม่ดื่มในวันปกติ และเอาจำนวนดริ๊งก์ไปทบกันในวันหยุด นี่จะทำให้ตับของเราอยู่ในภาวะเครียด เพราะมันสามารถเผาผลาญแอลกอฮอล์ได้เพียงหนึ่งหน่วยต่อชั่วโมงเท่านั้น ในระยะยาวก็อาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดในสมองแตก มะเร็งบางชนิด และสุขภาพกระดูก ก็จะย่ำแย่ลงด้วย       5. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-size: small;"><span style="color: #800080;"><strong>เรื่องใกล้ตัวที่เราปฏิบัติกันอยู่ในชีวิตประจำวัน เราอาจกำลังทำร้ายร่างกายตัวเราเองอยู่ก็ได้</strong></span></span></p>
<p><strong><span style="color: #800000;">       1. ดื่มกาเฟอีนมากเกินไป<br />
</span></strong><span style="font-size: small;">          ชาหรือกาแฟสักแก้วไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าถึงขนาดกลายเป็นลูกค้าประจำของร้านกาแฟ คุณอาจดื่มมากเกินไปแล้ว กาเฟอีนที่มากเกินไปจะกระตุ้นต่อมอะดรีนัลให้อยู่ในสภาวะเปิดสวิตช์ตลอดเวลา ทำให้คุณรู้สึกกระสับกระส่าย อาจนอนไม่หลับ ปวดศีรษะ และปวดท้อง แถมกาแฟยังอาจมีแคลอรีสูงด้วยนะถ้าคุณใส่นมมากเกินไป</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #800000;">      2. ไปฟิตเนส แต่ปกติยังเอื่อยเฉื่อย<br />
</span></strong>        ก็ดีอยู่หรอกนะที่คุณออกกำลังสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง แต่โดยรวมแล้วลองเทียบกับเวลาทั้งหมด 168 ชั่วโมงสิ! เรื่องน่าสนใจอยู่ที่ครั้งหนึ่ง University of Maastricht เคยมีการศึกษา ซึ่งพบว่าคนที่เข้าฟิตเนสเบิร์นแคลอรีน้อยกว่าคนที่มีไลฟ์สไตล์กระฉับกระเฉงอีกนะ</span></p>
<p><strong><span style="color: #800000;">      3. ชอบกินข้าวนอกบ้าน</span></strong><br />
เพราะการกินข้าวตามร้านอาหารมักจะมีปริมาณที่มากเกินพอดี สารอาหารมักจะไม่ได้ตามสัดส่วน และเครื่องปรุงที่ใช้มักไม่ดีต่อสุขภาพนัก</p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #800000;">      4. ดื่มหนัก<br />
</span></strong>          จริงอยู่ที่มีไกด์ไลน์ว่าดื่มวันละหนึ่งดริ๊งก์ดีต่อหัวใจ แต่คนส่วนใหญ่มักจะไม่ดื่มในวันปกติ และเอาจำนวนดริ๊งก์ไปทบกันในวันหยุด นี่จะทำให้ตับของเราอยู่ในภาวะเครียด เพราะมันสามารถเผาผลาญแอลกอฮอล์ได้เพียงหนึ่งหน่วยต่อชั่วโมงเท่านั้น ในระยะยาวก็อาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดในสมองแตก มะเร็งบางชนิด และสุขภาพกระดูก ก็จะย่ำแย่ลงด้วย</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #800000;">      5. สูบบุหรี่เพื่อเข้าสังคม<br />
</span></strong>          คุณอาจคิดว่าบุหรี่ตัวเดียวในยามเข้าสังคมไม่เป็นอะไร แต่คุณกำลังเสี่ยงเสพติดนิโคติน ซึ่งจะใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้นในการเข้าไปยังสมองของคุณ แต่ผลของมัน เช่น เพิ่มการทำงานของระบบประสาท เร่งอัตราชีพจร เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด และทำให้หลอดเลือดแคบลง ทั้งหมดนี้อาจอยู่ได้นานถึงหนึ่งวัน</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #800000;">      6. ใช้ขวดพลาสติกใส่น้ำซ้ำ ๆ<br />
</span></strong>         การดื่มน้ำเป็นเรื่องที่ดี แต่การใช้ขวดพลาสติกซ้ำ ๆ ไม่ฉลาดเสียเลย ในขณะที่ยังมีข้อสงสัยกันอยู่ว่าอาจมีสารเคมีละลายออกมาจากขวด PET หรือไม่ ทาง University of Calgary ก็เคยพบว่ามีแบคทีเรียอยู่ในตัวอย่างน้ำจากขวดที่เคยใช้แล้วของนักศึกษา ถ้าคุณคิดจะนำขวดมาใช้จริง ๆ ก็ล้างโดยใช้น้ำสบู่และทำให้แห้งสนิทก่อนดีกว่า</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #800000;">      7. ไม่ยอมตรวจตัวเอง<br />
</span></strong>         สำหรับสาว ๆ ก็คือไม่ตรวจคลำเต้านม ส่วนหนุ่ม ๆ ก็คือไม่คลำอัณฑะ ทั้งที่กิจวัตรง่าย ๆ เหล่านี้อาจจะช่วยชีวิตคุณได้ เพียงแค่ใช้มือวนเบา ๆ เป็นวงกลมที่หน้าอกแต่ละข้างหาสิ่งผิดปกติตั้งแต่บริเวณใต้รักแร้จนถึงหน้าอกทั้งหมด และยืนเท้าสะเอวมองในกระจก เพื่อดูว่าร่างกายสมมาตรกันรึเปล่า จำไว้ว่าหากเราพบมะเร็งตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็อาจรักษาได้</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #800000;">      8. สะสมความเครียด<br />
</span></strong>         เพราะความเครียดนั้นมีความเกี่ยวพันกับโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เช่นเดียว กับภูมิคุ้มกันที่ตกต่ำ และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เคยมีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยรัฐโอไฮโอพบว่า คนที่เครียดจากการแต่งงาน แผลจะหายช้ากว่าคนที่ความสุขถึง 60%</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #800000;">      9. คิดว่า &#8220;ไขมันต่ำ&#8221; แปลว่า &#8220;แคลอรีต่ำ&#8221;<br />
</span></strong>         &#8220;ไขมันต่ำ&#8221; ไม่ได้แปลว่า &#8220;ไขมันน้อย&#8221; เพียงแต่ว่าไขมันในอาหารนั้นน้อยกว่าเวอร์ชั่นปกติเท่านั้นล่ะ สมมติว่าเดิมทีมีไขมันอยู่ 20 กรัม พอลดลงมาก็เหลือ 15 กรัม (ก็ไม่ได้น้อยเท่าไหร่นะ) อีกประการหนึ่งก็คือ รสชาติที่เสียไปมักจะถูกแทนที่ด้วยน้ำตาล และแคลอรีก็ยังสูงอยู่ดี</span></p>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #800000;">      10. โต๊ะทำงานไม่เหมาะสม<br />
</span></strong>          ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ไม่ได้ความสูง หน้าจอคอมพิวเตอร์กะพริบ หรือโต๊ะ ทำให้กระดูกสันหลังและคอของคุณต้องบิดอยู่ตลอดเวลา ระดับสายตาของคุณควรอยู่ที่จุดของจอคอมพิวเตอร์ ส่วนเท้าวางราบกับพื้น และแขนทำมุมโดยมีโต๊ะรองรับไว้</span></p>
<p><span style="color: #800000;">          <strong>11.มีเซ็กซ์ที่ไม่ได้ป้องกัน</strong></span> ดูเหมือนว่าคนเรามีคู่นอนหลายคนมากขึ้น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จึงแพร่ระบาดหนัก ไม่ว่าจะเป็นหนองในแท้หรือเทียม ซิฟิลิส เช่นเดียวกับโรคเอดส์ ทั้งที่ทางป้องกันนั้นง่ายแสนง่าย ก็คือการใส่ถุงยางอนามัยยังไงล่ะ 12.ไม่อ่านฉลาก ฉลากข้างผลิตภัณฑ์อาหารจะบอกแคลอรี ปริมาณไขมัน ปริมาณโซเดียม เครื่องปรุง และส่วนผสม การซื้อของเพียงแค่มันติดป้ายว่า &#8220;ทำจากธรรมชาติ&#8221; หรือ &#8220;ช่วยลดคอเลสเตอรอล&#8221; ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://revisatumsn.com/12-%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ช่วยด้วยตะคริวกิน</title>
		<link>http://revisatumsn.com/%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://revisatumsn.com/%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 11 Jan 2012 03:24:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[casinoonline]]></category>
		<category><![CDATA[slot online]]></category>
		<category><![CDATA[sport betting]]></category>
		<category><![CDATA[casino online]]></category>
		<category><![CDATA[slot]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://revisatumsn.com/?p=14</guid>
		<description><![CDATA[   การเป็นตะคริวไม่มีอันตรายถึงชีวิต เว้นแต่เป็นตะคริวระหว่างว่ายน้ำ หรือขับรถ แต่ทางที่ดีควรรู้จักและรู้วิธีป้องกันไว้เพื่อความปลอดภัย  นานาสาเหตุของตะคริว สาเหตุการเกิดตะคริวยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าเมื่อร่างกายขาดน้ำ หรือออกแรงมากเกินไป ก็มักจะเกิดตะคริว เพราะทำให้เกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ ส่งผลให้เซลล์ทำงานผิดปกติตามไปด้วย โดยการปรวนแปรของเกลือแร่เกิดขึ้นได้เพราะร่างกายมีปริมาณเกลือแร่น้อยเกินไปหรือมากเกินไป ซึ่งเกลือแร่ที่ส่งผลต่อการเป็นตะคริวก็ได้แก่ โซเดียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม รวมถึงยังพบว่า การไม่ขยับเขยื้อนร่างกายเป็นเวลานานๆ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งอยู่กับที่ หรือการนอนอยู่บนเตียง ก็ทำให้เป็นตะคริวได้เช่นกัน นอกจากนี้โรคบางอย่างก็อาจทำให้เป็นตะคริวได้ เช่น เบาหวาน พาร์กินสัน ไทรอยด์ ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ โลหิตจาง โรคในระบบต่อมไร้ท่อ และยาบางชนิด ยกตัวอย่างเช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดไขมันในเลือด ยาลดความดันโลหิตบางชนิด เป็นต้น  ตะคริวที่มักพบในผู้สูงอายุ หลักๆ จะมีด้วยกัน 3 ชนิด ได้แก่           ตะคริวขา          ซึ่งเป็นตะคริวที่เกิดขึ้นบ่อยๆ โดยยังไม่รู้สาเหตุแน่ชัด แต่พบว่ากล้ามเนื้อบริเวณลำขามีการหดตัวอย่างแรงและทันที มักเป็นช่วงสั้นๆ คือไม่ถึง 1 นาทีอาการก็หายไป ยกเว้นบางทีที่อาจจะเป็นอยู่หลายนาทีได้เหมือนกัน ตะคริวขามักเกิดระหว่างการออกกำลังกายทั่วๆ ไป ซึ่งผู้ที่มีน้ำหนักมากยิ่งมีโอกาสการเป็นตะคริวขาสูง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div><img src="http://images.thaiza.com/26/26_20120110144503..jpg" alt="" width="412" height="232" /></div>
<p><strong><span style="color: #00ccff;">   การเป็นตะคริวไม่มีอันตรายถึงชีวิต เว้นแต่เป็นตะคริวระหว่างว่ายน้ำ หรือขับรถ แต่ทางที่ดีควรรู้จักและรู้วิธีป้องกันไว้เพื่อความปลอดภัย<br />
</span></strong><br />
<strong><span> นานาสาเหตุของตะคริว<br />
</span></strong><br />
สาเหตุการเกิดตะคริวยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าเมื่อร่างกายขาดน้ำ หรือออกแรงมากเกินไป ก็มักจะเกิดตะคริว เพราะทำให้เกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ ส่งผลให้เซลล์ทำงานผิดปกติตามไปด้วย โดยการปรวนแปรของเกลือแร่เกิดขึ้นได้เพราะร่างกายมีปริมาณเกลือแร่น้อยเกินไปหรือมากเกินไป ซึ่งเกลือแร่ที่ส่งผลต่อการเป็นตะคริวก็ได้แก่ โซเดียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม</p>
<p>รวมถึงยังพบว่า การไม่ขยับเขยื้อนร่างกายเป็นเวลานานๆ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งอยู่กับที่ หรือการนอนอยู่บนเตียง ก็ทำให้เป็นตะคริวได้เช่นกัน</p>
<p>นอกจากนี้โรคบางอย่างก็อาจทำให้เป็นตะคริวได้ เช่น เบาหวาน พาร์กินสัน ไทรอยด์ ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ โลหิตจาง โรคในระบบต่อมไร้ท่อ และยาบางชนิด ยกตัวอย่างเช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดไขมันในเลือด ยาลดความดันโลหิตบางชนิด เป็นต้น</p>
<p><strong><span> ตะคริวที่มักพบในผู้สูงอายุ<br />
</span></strong><br />
หลักๆ จะมีด้วยกัน 3 ชนิด ได้แก่</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">         <img src="http://images.thaiza.com/195/195_20100610161906..gif" alt="" width="16" height="15" /> ตะคริวขา<br />
</span></strong>         ซึ่งเป็นตะคริวที่เกิดขึ้นบ่อยๆ โดยยังไม่รู้สาเหตุแน่ชัด แต่พบว่ากล้ามเนื้อบริเวณลำขามีการหดตัวอย่างแรงและทันที มักเป็นช่วงสั้นๆ คือไม่ถึง 1 นาทีอาการก็หายไป ยกเว้นบางทีที่อาจจะเป็นอยู่หลายนาทีได้เหมือนกัน ตะคริวขามักเกิดระหว่างการออกกำลังกายทั่วๆ ไป ซึ่งผู้ที่มีน้ำหนักมากยิ่งมีโอกาสการเป็นตะคริวขาสูง</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">        <img src="http://images.thaiza.com/195/195_20100610161906..gif" alt="" width="16" height="15" /> ตะคริวแดด<br />
</span></strong>         มักเกิดกับผู้ที่เสียเหงื่อมากๆ เช่น ผู้ที่อยู่ท่ามกลางอากาศร้อน (มักเป็นในช่วง 2-3 วันแรก สำหรับผู้ที่เริ่มทำงานกลางแจ้ง โดยไม่เคยทำมาก่อน) หรือผู้ที่ออกกำลังกายหนักๆ โดยอาจเกิดขึ้นในระหว่างออกกำลังกาย หรือหลังจากออกกำลังกายเสร็จแล้ว 2-3 ชั่วโมงก็ได้ ตะคริวมักเกิดบริเวณน่อง ต้นขา และไหล่ สามารถป้องกันได้โดยการได้รับเกลือแร่ที่เพียงพอ จากอาหารหรือน้ำดื่มเกลือ แต่ไม่ควรรับประทานเกลืออัดเม็ด เพราะอาจระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน</p>
<p><strong><span style="color: #0000ff;">         <img src="http://images.thaiza.com/195/195_20100610161906..gif" alt="" width="16" height="15" /> ตะคริวกลางคืน<br />
</span></strong>          แน่นอนว่ามักเกิดขึ้นในเวลากลางคืนขณะนอนหลับ โดยมีโอกาสเกิดขึ้นบริเวณหลังเท้าได้ด้วย อาการตะคริวจะกินเวลา 2-3 วินาที แต่บางรายอาจกินเวลานานกว่านั้น เช่น เป็นนานถึง 10 นาที ซึ่งในกรณีนี้จะมีอาการปวดด้วย ส่วนสาเหตุก็ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าการใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป การยืนหรือนั่งนานๆ ภาวะร่างกายขาดน้ำ รวมถึงการวางขาที่ไม่เหมาะสมระหว่างนั่งก็ทำให้เกิดตะคริวขาระหว่างนอนได้ นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน พาร์กินสัน ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โลหิตจาง ไทรอยด์ โรคเกี่ยวกับระบบต่อมไร้ท่อ ก็อาจทำให้เป็นตะคริวขาตอนกลางคืนได้เช่นกัน แต่พบน้อย โดยอาการจะดีขึ้นหากได้เดินหรือเคลื่อนไหว<br />
<img src="http://images.thaiza.com/26/26_201201101439122..jpg" alt="" width="221" height="319" align="right" /><br />
<strong><span> 10 วิธีป้องกันตะคริว<br />
</span></strong><br />
ผู้สูงอายุสามารถป้องกันตะคริวไม่ให้เกิดขึ้นได้ ดังนี้</p>
<p><img src="http://images.thaiza.com/195/195_20100609153648..gif" alt="" width="15" height="15" /> <span style="color: #008080;">1. ดื่มน้ำ 6-8 แก้วทุกวัน เพื่อป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำ ซึ่งนำไปสู่การเป็นตะคริว<br />
<img src="http://images.thaiza.com/195/195_20100609153648..gif" alt="" width="15" height="15" /> 2. ยืด เหยียดขาระหว่างวัน และเวลากลางคืน<br />
<img src="http://images.thaiza.com/195/195_20100609153648..gif" alt="" width="15" height="15" /> 3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะตะคริวมักเกิดกับผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายและผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ โดยอาจออกกำลังกายเบาๆ ที่ได้ขยับขาประมาณ 2-3 นาทีก่อนนอน เช่น การปั่นจักรยาน<br />
<img src="http://images.thaiza.com/195/195_20100609153648..gif" alt="" width="15" height="15" /> 4. เวลาห่มผ้าอย่าให้ผ้าตึงเกินไป ควรห่มแบบหลวมๆ ไว้ ผ้าห่มจะได้ไม่ไปกดขาและเท้า ซึ่งส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงขาไม่สะดวก<br />
<img src="http://images.thaiza.com/195/195_20100609153648..gif" alt="" width="15" height="15" /> 5. ระหว่างออกกำลังกายควรดื่มน้ำและเกลือแร่ทดแทนให้เพียงพอ<br />
<img src="http://images.thaiza.com/195/195_20100609153648..gif" alt="" width="15" height="15" /> 6. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ<br />
<img src="http://images.thaiza.com/195/195_20100609153648..gif" alt="" width="15" height="15" /> 7. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เช่น ปลา เต้าหู้ หรืออาหารที่มีแมกนีเซียม เป็นต้น<br />
<img src="http://images.thaiza.com/195/195_20100609153648..gif" alt="" width="15" height="15" /> 8. ฝึกยืดกล้ามเนื้อบ่อยๆ เช่น หากต้องการป้องกันตะคริวที่น่องให้กระดกเท้าขึ้นลง หรือเอาปลายนิ้วมือแตะปลายเท้า<br />
<img src="http://images.thaiza.com/195/195_20100609153648..gif" alt="" width="15" height="15" /> 9. หลีกเลี่ยงอากาศเย็น เพราะจะยิ่งทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง<br />
<img src="http://images.thaiza.com/195/195_20100609153648..gif" alt="" width="15" height="15" /> 10. สวมรองเท้าที่เหมาะสมและอาจใส่ถุงเท้าตอนนอนเพื่อป้องกันการเกร็งเท้า<br />
</span><br />
<strong><span> ทำอย่างไรเมื่อตะคริวมาเยือน<br />
</span></strong><br />
เมื่อเป็นตะคริวแล้ว วิธีปัดเป่าให้ตะคริวหายไปอาจทำได้โดย</p>
<p><img src="http://images.thaiza.com/195/195_201006101619061..gif" alt="" width="9" height="9" /> <span style="color: #993366;">1. เดินหรือขยับขา<br />
<img src="http://images.thaiza.com/195/195_201006101619061..gif" alt="" width="9" height="9" /> 2. เหยียดขาไปตรงๆ และกระดกเท้าให้ปลายเท้าหันเข้าหาลำตัว ห้ามกระตุกหรือกระชากอย่างรุนแรงและเร็ว เพราะกล้ามเนื้ออาจจะฉีกขาดได้หรือทำให้เจ็บ หรืออาจจะดึงนิ้วเท้าเข้าหาลำตัว (คล้ายการหักนิ้ว) โดยอาจจะทำจนกระทั่งตะคริวหายไป<br />
<img src="http://images.thaiza.com/195/195_201006101619061..gif" alt="" width="9" height="9" /> 3. อาบน้ำอุ่น ซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว<br />
</span><br />
<strong>ท่าออกกำลังกายคลายตะคริว</p>
<p></strong>        ท่าออกกำลังกายไม้ตายที่จะช่วยบำบัดตะคริวกินขาตอนกลางคืน สามารถทำได้ที่บ้านทุกวัน โดยมีวิธีการ ง่ายๆ ดังนี้<br />
<img src="http://images.thaiza.com/195/195_20100610161959..gif" alt="" width="9" height="9" /><span style="color: #808000;"> 1. เริ่มจากให้ยืนห่างจากฝาผนัง โดยให้ฝ่ามือสามารถแตะผนังได้อย่างสุดแขน<br />
<img src="http://images.thaiza.com/195/195_20100610161959..gif" alt="" width="9" height="9" /> 2. ระหว่างที่ยืน เอาฝ่ามือแปะลงบนผนัง จากนั้นค่อยๆ เคลื่อนฝ่ามือทั้งสองข้างไต่ผนังให้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าน่องและแขนตึง จากนั้นค้างไว้ 30 วินาที<br />
<img src="http://images.thaiza.com/195/195_20100610161959..gif" alt="" width="9" height="9" /> 3. ทำซ้ำประมาณ 2-3 ครั้ง </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://revisatumsn.com/%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

