Posts Tagged ‘casino online’
โรคผิวหนัง จากน้ำท่วม อันตรายถึงชีวิต หากไม่ใส่ใจ

เตือน โรคผิวหนัง จากน้ำท่วม อันตรายถึงชีวิตหากไม่ใส่ใจ (ไทยโพสต์)
“วิตกกับภัยพิบัติน้ำท่วมได้ แต่ต้องหันมาใส่ใจกับโรคผิวหนังที่เกิดจากน้ำท่วมด้วย เพราะไม่เช่นนั้นอันตรายอาจถึงชีวิต หากปล่อยให้แผลอักเสบจนติดเชื้อในกระแสเลือด”ถ้อยคำเตือนภัยจาก นพ.จิโรจ สินธวานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ส่งตรงถึงประชาชนที่กำลังเผชิญปัญหาอุทุกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี
เป็นระยะเวลากว่า 2 เดือนแล้ว ที่หลายจังหวัดของประเทศไทยจมอยู่ใต้น้ำ นอกจากการเอาชีวิตรอด และตรวจตราดูแลทรัพย์สินไม่ให้เสียหายแล้ว สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงไม่แพ้กันก็คือโรคผิวหนัง ภัยอันตรายที่มักมาพร้อมกับน้ำท่วมทุกคราว
“เวลาเกิดน้ำท่วม ปัญหาที่พบบ่อยมีอยู่ 2 เคส คือ ความชื้นของน้ำทำให้ผิวหนังเปื่อยยุ่ย ถ้าร่างกายต้องแช่อยู่ในน้ำเพียง 1-2 ชั่วโมงผิวหนังก็เปื่อยแล้ว และเมื่อถูกเสียดสีก็จะเกิดบาดแผลได้ง่าย เช่น ตามง่ามนิ้วเท้า ข้อพับ หรือแม้บริเวณต้นขาด้านในที่มักเสียดสีกับกางเกงเวลาเดิน และกรณีเกิดบาดแผลลึกจากการถูกของมีคมที่พัดมากับกระแสน้ำบาดผิวหนัง ซึ่งเมื่อแผลเปื่อยหรือบาดแผลลึกเกิดการติดเชื้อ ในที่นี้มีทั้งเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต” ผอ.สถาบันโรคผิวหนังระบุ
นพ.จิโรจกล่าวต่อว่า วิธีการรักษาในเบื้องต้นถ้าผิวหนังเปื่อยยุ่ย หรือเกิดอาการแพ้ระคายเคืองมีผื่นแดงคัน ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า “น้ำกัดเท้า” ให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและซับให้แห้ง และซื้อยาในกลุ่มแก้แพ้มาทาน ยาแก้อักเสบมาทา อาการจะดีขึ้นในเร็ววัน แต่หากมีอาการบวมแดงบริเวณที่เกิดแผลหรือตามทางเดินของเส้นน้ำเหลือง มีหนอง และมีไข้ร่วม ให้สันนิษฐานว่าเกิดการอักเสบติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด และควรรีบไปหาแพทย์เพื่อรับยาปฏิชีวนะโดยเร็ว
“ถ้าติดเชื้ออย่างเชื้อราไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่ เพราะอย่างมากแค่มีอาการคัน ผิวถลอก และตุ่มน้ำพองเกิดขึ้น แต่เชื้อพวกนี้จะไม่หายขาด เป็น ๆ หาย ๆ ถ้าป้องกันไม่ให้ติดเชื้อได้จะดีกว่า ถ้าติดเชื้อแบคทีเรียที่มีสาเหตุจากสิ่งปฏิกูล ซากพืช ซากสัตว์ เชื้อโรคจากใต้ดินชั้นลึก หรือสารเคมีอันตรายจากการเกษตรในครัวเรือน ซึ่งไม่ใช่แบคทีเรียปกติที่อยู่ตามผิวหนัง การรักษาจะทำได้ยากเพราะเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดอันตราย บางครั้งทั้งกินและฉีดยาปฏิชีวนะ 2-3 ชนิดยังไม่หายก็มี”
“อย่างกรณีโรคเลปโตสไปโรซิสหรือโรคฉี่หนู ก็เกิดจากแบคทีเรียที่สะสมอยู่ในกระเพาะปัสสาวะของสัตว์ฟันแทะ เมื่อน้ำท่วมก็จะชะล้างฉี่ปนเปื้อนมากับน้ำ ยิ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมขังด้วยแล้วเชื้อโรคจะเจริญเติบโตได้ดี ผู้ที่ได้รับเชื้อพวกนี้เข้าสู่กระแสเลือดและรักษาไม่ทัน กล้ามเนื้อและพังผืดในชั้นกล้ามเนื้อของร่างกาย จะอักเสบรุนแรงเป็นอันตรายต่อชีวิต” ผอ.สถาบันโรคผิวหนังย้ำอีกครั้งถึงอันตรายจากโรคผิวหนังที่มากับน้ำท่วม
ชะล่าใจได้หรือไม่กับ มะเร็งกระดูก
ชะล่าใจได้หรือไม่กับ มะเร็งกระดูก (Lisa)
แม้จะเป็นมะเร็งที่พบไม่บ่อยเหมือนกับมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งปากมดลูก แต่สำหรับคนหนุ่มสาวอาจเสี่ยงกับมะเร็งกระดูกอยู่สักหน่อย ว่าแต่เราจำเป็นต้องกลัวมะเร็งกระดูกหรือไม่ ไปดูกัน!
แม้เราจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับมะเร็งกระดูกมากนัก แต่มันก็ไม่ได้ไกลตัวเราอย่างที่คิดในนัยหนึ่ง แม้ตัวของมันเองจะไม่ได้อันตรายถึงชีวิต แต่ก็เปรียบเสมือนของแถมที่คุณไม่อยากได้ยามที่คุณปล่อยมะเร็งชนิดอื่นไว้ หรือหากคุณมองข้ามแล้วปล่อยให้มันลุกลามมะเร็งกระดูกก็อาจคร่าชีวิตคุณได้เหมือนกัน ลองมาทำความรู้จักกับมะเร็งกระดูกกันเถอะ
รู้จัก “กระดูก” เสียก่อน
อย่างที่ทราบกันดีว่ากระดูกเป็นโครงให้ร่างกายของเรา กระดูกส่วนใหญ่จะมีลักษณะกลวง โดยมีไขกระดูกเป็นเนื้อเยื่ออ่อนนุ่มอยู่ข้างใน ซึ่งตัวกระดูกนั้นแข็งแรงมาก ปลายกระดูก แต่ละด้านจะมีกระดูกอ่อนที่มีลักษณะนิ่มทำหน้าที่เป็นหมอนรองไม่ให้กระดูกต่างชิ้นมาชนกัน แล้วตัวกระดูกนั้นก็จะถูกห่อหุ้มด้วยเนื้อเยื่อเส้นใยอีกทีหนึ่ง
ตัวกระดูกประกอบไปด้วยเซลล์สองประเภทคือ ”Osteoblats” ซึ่งเป็นเซลล์สร้างกระดูกและเซลล์ “Osteoclasts” ซึ่งสลายกระดูก แม้เราจะคิดว่ากระดูกอยู่นิ่ง ๆ แต่ความจริงก็คือมันแอ็กทีฟตลอดเวลา กระดูกใหม่ ๆ จะถูกสร้างอยู่เสมอเช่นเดียวกับกระดูกที่เก่าแล้ว ก็จะสลายไป โดยไขกระดูกในกระดูกบางชิ้นเป็นเพียงเนื้อเยื่อไขมัน แต่ในบางชิ้นจะมีทั้งเซลล์ไขมันและเซลล์ซึ่งสร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ดังนั้น เซลล์ตามที่กล่าวมาทุกชนิดสามารถกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ทั้งนั้น
มะเร็งกระดูกคืออะไร
ปกติแล้วเวลาที่คุณหมอนบอกว่าเราเป็นมะเร็งกระดูก มักจะเป็นมะเร็งที่ลามมาจากส่วนอื่นมากกว่า ชนิดนี้เรียกว่ามะเร็งระยะแพร่กระจาย (Metastartis Cancer) อาจเกิดได้กับคนที่เป็นมะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมาก ปอด และมะเร็งอื่นๆ ในระยะลุกลาม หากคุณเป็นมะเร็งปอด แล้วลามมายังกระดูก เซลล์มะเร็งที่อยู่ในกระดูกจะมีธรรมชาติเหมือนเซลล์มะเร็งที่อยู่ในปอด จึงใช้การรักษาแบบเดียวกัน
ส่วนมะเร็งอื่น ๆ ก็อาจเริ่มต้นในไขกระดูก หรือในเซลล์สร้างเม็ดเลือดนั่นเอง ที่พบได้มากที่สุดคือมะเร็งเม็ดเลือดขาว แต่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิดและสูติเมียทั้งหมดอาจเริ่มในไขกระดูกได้ทั้งนั้น
ในอีกด้านหนึ่ง มะเร็งที่เกิดบริเวณกระดูกนั้น บางทีอาจถูกเรียกว่า Sarcoma ซึ่งเกิดขึ้นได้ในกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เนื้อเยื่อไขมัน หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ ในร่างกาย โดยมีมะเร็งสองชนิดที่พบได้มากที่สุดก็คือ Osteosarcoma และ Chondrosarcoma ทั้งนี้ เฉพาะในสหรัฐฯ ทาง American Cancer Society ประเมินว่ามีผู้ป่วยในปีนี้กว่า 2,810 ราย และเสียชีวิตสูงถึง 1,490 ราย
Osteosarcoma หรือเรียกว่า Osteogenic Sarcoma เป็นมะเร็งที่เกิดจากกระดูกซึ่งพบได้บ่อยที่สุด มักจะเกิดขึ้นในคนอายุ 10-30 ปี แต่มีถึง 10% ที่เกิดกับคนอายุ 60-70 ปี และจะพบได้ยากในช่วงวัยกลางคน ผู้ชายมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้หญิง โดยเนื้องอกมักจะเริ่มในกระดูกแขน ขา หรืออุ้งเชิงกราน
Chondrosarcoma เป็นมะเร็งจากกระดูกอ่อน พบได้มากเป็นอันดับสองของมะเร็งกระดูกที่เจอทั้งหมด หลังจากอายุ 20 ความเสี่ยงเป็นมะเร็งนิดนี้ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนอายุ 75 ปี โดยที่ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชาย มักจะเกิดในอุ้งเชิงกราน ขา และแขน
ปริศนาแห่งสาเหตุ
แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้คุณเสี่ยงกับมะเร็งกระดูกมากขึ้น เช่น การสูบบุหรี่ หรือการได้รับรังสี แต่ผู้ป่วยส่วนมากไม่มีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เสียด้วยซ้ำ และแม่ในปัจจุบันก็ยังไม่ทราบว่าสาเหตุหลักของมะเร็งกระดูกคืออะไรก็แน่ แต่ทั้งนี้การเลิกบุหรี่และการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับมาตรฐานก็อาจช่วยให้คุณอยู่ห่างไกลจากโรคกระดูกพรุนมากขึ้นอีกนิด
อาการที่ควรตระหนัก
ส่วนใหญ่แล้วคนที่มีอาการของมะเร็งกระดูกมักไม่ได้เป็นจากมะเร็งสองชนิดนี้ หรือจะไม่คิดว่าร้ายแรงถึงขนาดเป็นมะเร็งกระดูก อย่างไรก็ดี หากคุณมีอาการต่อไปนี้เป็นระยะเวลานานหรือคุณภาพชีวิตลดลงจากอาการป่วย คุณก็ควรไปพบแพทย์ดีกว่า
เจ็บจากในกระดูก เป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด ในระยะแรกอาการเจ็บ อาจจะมา ๆ หาย ๆ และอาจเจ็บมากขึ้นในตอนกลางคืนโดยเฉพาะในเวลาที่คุณใช้กระดูกมาก แต่เมื่อมะเร็งเติบโตขึ้นคุณอาจจะเจ็บตลอดเวลา
บวม อาการบวมในบริเวณที่เจ็บอาจไม่เกิดขึ้นทันที ขึ้นอยู่กับบริเวณที่คุณเป็นเนื้องอก และคุณก็อาจจะรู้สึกได้ถึงก้อนเนื้อด้วยซ้ำ
น้ำหนักลดหรืออ่อนเพลีย อาจเป็นสัญญาณว่ามะเร็งลุกลามแล้ว เช่น หากกระจายไปยังปอด คุณอาจหายใจไม่สะดวกหรือไอตลอดเวลา อย่ารอช้า รีบไปพบแพทย์โดยด่วน
17 มาตรการ ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ ช่วงน้ำท่วม
ในช่วงที่ประชาชนทั้งหลายต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมเช่นนี้ แน่นอนว่าทุก ๆ คนล้วนประสบปัญหากันอย่างถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขาดแคลนเครื่องอุปโภคและบริโภค ที่อยู่อาศัยพังเสียหาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บซึ่งตามมากับน้ำท่วมมากมาย อาทิ น้ำกัดเท้า อุจจาระร่วง ไข้ฉี่หนู ตาแดง ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก รวมทั้งอันตรายจากภัยอื่น ๆ ทางน้ำ เช่น การตกจมน้ำ ไฟฟ้าช็อต สัตว์มีพิษอันตราย ฯลฯ
ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินชีวิตในช่วงน้ำท่วมของผู้ประสบภัยและประชาชนที่เดือดร้อนกับภาวะน้ำท่วมเป็นไปด้วยความปลอดภัย เภสัชกรเชิดเกียรติ แกล้วกสิกิจ ได้แนะนำมาตรการจำเป็น 17 ประการ เพื่อเป็นการป้องกันโรคและภัยจากน้ำท่วมให้กับประชาชน ดังนี้
1) หากจำเป็นต้องเดินทางหรือทำกิจกรรมทางน้ำ ควรเตรียมตัวอุปกรณ์ชูชีพให้พร้อม หรือนำอุปกรณ์ประยุกต์ที่หาง่ายติดตัวไปด้วยเสมอ เช่น ถังแกลลอนเปล่าปิดฝา ขวดน้ำพลาสติกเปล่าปิดฝา
2) ให้ระวังเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวจากกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว เพราะอาจถูกกระแสน้ำพัดพาหรือตกลงในบ่อน้ำลึกได้
3) อย่าพยามยามวิ่งหรือขับรถผ่านในที่มีน้ำไหลเชี่ยว
4) ควรงดการดื่มสุรา เนื่องจากทำให้ทรงตัวไม่ดีเพิ่มโอกาสลื่นล้ม พลัดตกจมน้ำ หรืองดตัดสินใจทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการเสี่ยงต่อการเสียชีวิต เช่น กระโดดจากสะพานลงเล่นน้ำ เป็นต้น
5) ให้ตัดสวิตซ์กระแสไฟฟ้าเพื่อป้องกันไฟฟ้าดูดหรือช็อต ขณะเกิดน้ำท่วมขัง
6) เก็บของมีค่าและจำเป็นขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันน้ำท่วม
7) จัดเตรียมของใช้ที่จำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น น้ำดื่ม ไฟฉาย ยารักษาโรคพื้นฐาน ยาโรคประจำตัว และสิ่งของที่มีความจำเป็นในการดำรงชีวิตอื่น ๆ
อาหารกล่องที่ได้รับแจก ควรรับประทานทันทีอย่าเก็บไว้ เพราะจะทำให้อาหารบูด เน่าเสีย อาหารเป็นพิษได้ หากมีเหลือควรสิ้งใส่ถุงพลาสติกแล้วมัดปากถุง
9) ล้างมือก่อนรับประทานอาหารหรือหลังออกจากห้องน้ำ ห้องห้องส้วมทุกครั้ง
10) ไม่ควรใช้มือขยี้ตาอาจทำให้ตาติดเชื้อและอาจเสี่ยงเป็นโรคตาแดงได้
11) ในกรณีที่มีบาดแผล ไม่ควรเดินลุยย่ำน้ำ ย่ำโคลน ควรใส่รองเท้าบูทหรือถุงพลาสติกยาวป้องกันเท้าและสวมทับด้วยถุงเท้าและ รองเท้า แต่หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำ ย่ำน้ำเสร็จแล้วควรทำความสะอาดเท้าและแผลแล้วเช็ดให้แห้ง
12) กรณีมีสัตว์ป่วยตาย ให้ใส่ถุงพลาสติกแล้วผูกให้มิดชิด หรือนำไปฝัง เผา ไม่ควรนำทิ้งลงน้ำอาจทำให้แพร่เชื้อในกระแสน้ำเกิดโรคระบาดได้
13) ไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงมาอยู่ใกล้ชิดเพราะอาจติดเชื้อโรคจากสัตว์ได้
14) สำรวจภาชนะที่มีน้ำขังให้คว่ำไว้ เพื่อป้องกันเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายพาหนะโรคไข้เลือดออก
15) ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกเสมอ และดื่มน้ำสะอาด
16) ทิ้งขยะและเศษอาหารในถุงพลาสติก มัดปากถุงให้มิดชิดห้ามทิ้งลงน้ำ
17) ให้ระมัดระวังสัตว์มีพิษ กัด ต่อย พร้อมทั้งหมั่นสำรวจตรวจตราบ้าน กองผ้า ถุงใส่ของ เพื่อป้องกันสัตว์มีพิษหลบเข้าไปอยู่อาศัยใกล้ตัว
จิตตก ระวัง มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ถามหา

แพทย์เตือน “จิตตก” เสี่ยงมะเร็งถามหา (ไทยโพสต์)
ความผิดปกติของเซลล์ในร่างกายคนเรานั้นเกิดขึ้นตลอดเวลา แม้ร่างกายจะมีกระบวนการจัดการความผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ถ้าวันใดเกิดจิตตก เครียด วิตกกังวล ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้กลไกทางภูมิคุ้มกันลดลง เซลล์ที่ผิดปกติก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนกลายเป็นมะเร็งในที่สุด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
ศ.นพ.สุรพล อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการอาวุโสศูนย์โลหิตวิทยากรุงเทพ โรงพยาบาลวัฒโนสถ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีการสำรวจอุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองไว้ชัดเจน แต่ข้อมูลจากโรงพยาบาลศิริราชชี้ให้เห็นว่า มีคนไข้ใหม่โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอยู่ราว 200-300 รายต่อปี ประมาณการว่าทั้งประเทศน่าจะมีประมาณ 1,000-1,500 รายต่อปี
สาเหตุของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองยังไม่ทราบแน่ชัด แต่แพทย์สันนิษฐานว่ามีความเกี่ยวข้องกับเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น Epstein-Barr virus ซึ่งได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจนแล้วว่า เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
คุณหมอบอกว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีกำเนิดมาจากเซลล์ในต่อมน้ำเหลือง โรคนี้แบ่งได้เป็น 2 ชนิดตามลักษณะของชิ้นเนื้อ ได้แก่ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Non-Hodgkin lymphoma (NHL) และชนิด Hodgkin disease (HD) โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทั้งสองชนิดจะมีอาการคล้ายกัน คือ มีต่อมน้ำเหลืองโตเป็นหลัก แต่ NHL อาจมีก้อนโตที่อวัยวะอื่น ๆ พบได้บ่อยกว่า เช่น ที่ลำไส้ ปอด สมอง เป็นต้น
“มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดรุนแรง (High Grade) ที่มีอาการปรากฏชัดเจน ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตเร็วร่วมกับมีอาการอื่น เช่น มีไข้ น้ำหนักลด และมีเหงื่อออกตอนกลางคืน ในขณะที่มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดค่อยเป็นค่อยไป (Low Grade) อาการของต่อมน้ำเหลืองจะโตขึ้นอย่างช้า ๆ และอาจไม่มีอาการอื่นเลย” คุณหมอ บอก
สำหรับในประเทศไทย มะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่พบส่วนใหญ่จะเป็นชนิด NHL ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นชนิดย่อย ๆ อีกหลายชนิด แต่ละชนิดจะใช้วิธีการรักษาที่แตกต่างกันบ้าง จึงมีความจำเป็นต้องตรวจชิ้นเนื้อและตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อให้ทราบถึงชนิดที่แท้จริงของมะเร็ง อันจะนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสมต่อไป
ทั้งนี้ อาการของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ อาการที่เกิดขึ้นจากต่อมน้ำเหลืองโต สามารถเห็นและคลำได้ชัดเจน โดยตำแหน่งที่พบบ่อยได้แก่ ต่อมน้ำเหลืองที่คอ รักแร้ และขาหนีบ ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นกับต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ภายในร่างกาย เช่น ช่องทรวงอก ช่องท้อง ความรุนแรงของโรคมีความแตกต่างกัน โดยต่อมน้ำเหลืองที่เป็นมะเร็งจะโตเร็วมาก อาจแตกเป็นแผลและมีเลือดออกได้ และหากไม่ได้รับการรักษาแต่ต้น มะเร็งอาจแพร่กระจายไปสู่ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย และมีผลทำให้การทำงานของร่างกายล้มเหลวถึงแก่ชีวิต
คุณหมอย้ำว่า คนเรามีเซลล์ผิดปกติที่พร้อมจะกลายเป็นมะเร็งเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยร่างกายมีกระบวนการในการจัดการเซลล์ที่ผิดปกติอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดมีจิตตก อาการเครียด กลไกทางภูมิคุ้มกันที่มีอยู่จะลดลง จนทำให้เซลล์ที่ผิดปกติเพิ่มจำนวนมากขึ้นและกลายเป็นก้อนมะเร็งในที่สุด
ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการป้องกันโรคมะเร็ง คือ พยายามปรับอารมณ์ไม่ให้เครียด วิตกกังวลจนเกินไป และหมั่นตรวจร่างกายสม่ำเสมอเป็นประจำ เพราะหากพบความผิดปกติแต่เนิ่น ๆ การรักษาจะทำได้ดี แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ การรักษาอาจไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร
สำหรับเป้าหมายในการรักษาโรคมะเร็งที่ดีที่สุดก็คือ การรักษาให้หายขาด แต่ถ้ารักษาให้หายขาดไม่ได้ก็พยายามรักษาไม่ให้โรคลุกลามต่อไป
ความเข้าใจผิดที่ว่าคนที่เป็นโรคมะเร็งควรงดอาหารประเภทโปรตีน เนื่องจากโปรตีนมีส่วนทำให้เซลล์มะเร็งให้โตนั้น คุณหมอยืนยันว่าเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะร่างกายมีความจำเป็นต้องได้รับอาหารครบทั้ง 5 หมู่ อีกทั้งร่างกายจำเป็นต้องใช้โปรตีนในการซ่อมแซมความสึกหรอต่าง ๆ ของร่างกาย คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ถ้าเซลล์ปกติจะต้องขาดโปรตีนไปด้วย
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีความซับซ้อนและแบ่งเป็นหลายชนิด รวมทั้งมีอาการหลายลักษณะ ซึ่งต้องใช้วิธีการรักษาที่แตกต่างกันไป จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้องแม่นยำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที
เรื่องของเชื้อเอชพีวีกับมะเร็งปากมดลูก

เชื้อเอชพีวีกับมะเร็งปากมดลูก (หมอชาวบ้าน)
คุณผู้อ่านนิตยสารหมอชาวบ้าน ได้ถามคำถามมาว่า กลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกมีอะไรบ้าง และมีวิธีป้องกันโรคนี้อย่างไร เรามาติดตามหาคำตอบเรื่องนี้จาก นพ.ชัยยศ ธีรผกาวงศ์ กันค่ะ
สำหรับมะเร็งนั้นเป็นโรคอันดับ 1 ที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุด ในจำนวนนี้ผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกครองอันดับ 1 มาหลายสิบปี โดยผู้เสียชีวิตร้อยละ 80 มาพบแพทย์เมื่อมะเร็งลุกลามไปแล้ว ซึ่งหากตรวจพบมะเร็งในระยะก่อนมะเร็ง หรือระยะเริ่มแรกโอกาสหายขาดก็จะมีมากเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์
ปัจจุบันการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมีความสะดวกรวดเร็ว ไม่เจ็บปวด และยังเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าในระยะลุกลาม ถือเป็นการตรวจสุขภาพอย่างหนึ่งที่หญิงไทยควรใส่ใจ
มะเร็งปากมดลูก เกิดจากการติดเชื้อฮิวแมนแพปพิลโลมาไวรัสหรือ เอชพีวี (HPV) เชื้อนี้เกือบทั้งหมดติดทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมทางเพศไม่เหมาะสม เช่น มีคู่นอนหลายคนทำให้ติดเชื้อได้มากขึ้น หรือการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย รวมทั้งการสูบบุหรี่ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้น
การป้องกันสามารถทำได้ง่าย ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งมีอยู่ 2 วิธีคือ ตรวจแบบ Pap Test หรือตรวจหาเชื้อ HPV DNA ซึ่งให้ผลการตรวจที่แม่นยำ ภายหลังจากที่ตรวจแล้ว ควรติดตามผลลัพธ์และรับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะสามารถตรวจพบเชื้อเอชพีวีชนิดก่อมะเร็ง หรือตรวจพบเซลล์ผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็ง ซึ่งใช้เวลานานกว่าจะกลายเป็นมะเร็ง หากพบความผิดปกติในระยะนี้สามารถรักษาจนหายขาดได้ด้วยวิธีที่ไม่ยุ่งยาก ค่าใช้จ่ายต่ำและปลอดภัย ซึ่งแตกต่างจากในระยะที่มะเร็งลุกลามไปแล้วจะรักษาได้ยาก ค่าใช้จ่ายสูงและมีผลข้างเคียงสูง
โดยปกติผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรกจะไม่พบอาการผิดปกติ จึงจำเป็นต้องตรวจภายในและรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยสตรีที่เคยมีเพศสัมพันธ์ ควรรับการตรวจปีละ 1 ครั้ง ส่วนผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ควรรับการตรวจเมื่อมีอายุ 35 ปีขึ้นไป
ปรับไลฟ์สไตล์ต้านมะเร็ง

ปรับไลฟ์สไตล์ต้านมะเร็ง (Healthplus)
ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้การดำเนินชีวิตในแต่ละวันของเราแปรปรวน เปลี่ยนแปลง และแตกต่างไปจากคนสมัยก่อนมาก ไหนจะชั่วโมงทำงานที่ยาวนานจนดึกดื่น ความเครียด ความเร่งรีบ ทำให้กิน-นอนไม่เป็นเวลา อาหารหลักที่กินคืออาหารสำเร็จรูป การอยู่ท่ามกลางมลพิษ และสารเคมีต่าง ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในเกือบทุกกิจกรรม ทั้งหมดนี้มีส่วนสำคัญทำให้สุขภาพเราย่ำแย่ โรคภัยพากันถามหามากมาย
หนึ่งในนั้น คือ มะเร็งร้าย ที่เชื่อกันว่า รูปแบบการใช้ชีวิตในปัจจุบันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนป่วยเป็นโรคนี้มากขึ้น แม้วิทยาการทางการแพทย์จะสามารถช่วยให้สองในสามของผู้ป่วยมะเร็งทั่วโลกมี ชีวิตอยู่ต่ออย่างน้อยอีก 5 ปี แต่ขั้นตอนการรักษามะเร็งก็สร้างความเจ็บปวดไม่น้อยด้วยเหตุนี้ จึงมีคนจำนวนมากปฏิเสธการแพทย์สมัยใหม่ แล้วหันไปพึ่งการแพทย์ทางเลือกแทน
โดยทั่วไปผู้รอดชีวิตจากมะเร็ง จะต้องพบเจอกับปัญหาสุขภาพต่างจากคนทั่วไป มีภูมิต้านทานต่ำ หลังจากการรักษามะเร็งพวกเขามีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีก มากพอ ๆ กับโอกาสเกิดโรคหัวใจ เบาหวาน กระดูกพรุนและโรคเรื้อรังอื่น ๆ จากผลการวิจัยทำให้ทราบว่าการกินดีอยู่ดีและมีชีวิตเรียบง่ายนั้นช่วยให้ ปลอดภัยจากมะเร็งได้ โดยวิถีสีเขียวช่วยป้องกันโรคเรื้อรังที่อาจเกิดขึ้นได้
สมาคมมะเร็งแห่งอเมริกาและสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งอเมริกา ได้ออกคำแนะนำแก่ผู้ป่วยมะเร็งว่า ให้หมั่นสังเกตพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของตัวเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้เหมาะสมต่อสุขภาพในระยะยาว รวมทั้งปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม หากไม่อยากเจ็บปวดจากมะเร็ง ลองนำแนวทางการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตต่อไปนี้ไปปฏิบัติดู
โภชนาการ
กินอาหารที่อุดมไปด้วยพืชผักหลากสี ทั้งผลไม้ ผัก ธัญพืชเต็มเมล็ด และถั่ว อาหารทุกมื้อจะต้องมีผักมากถึงสองในสาม และโปรตีนเพียงหนึ่งในสาม (จากทั้งเนื้อ สัตว์ปีก ปลา นม และไข่)
เลือกอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและเกลือต่ำ เลือกใช้สมุนไพรและเครื่องเทศแทนเครื่องปรุงรส เช่น กระเทียม ขมิ้น และกระเพรา เลือกไขมันดีจากน้ำมันมะกอก น้ำมันดอกคาร์โนลา และกรดไขมันโอเมก้า 3 จากปลา วอลนัท และแฟล็กซ์สีด
กินอาหารปลอดเนื้อสัตว์สองถึงสามมื้อต่อสัปดาห์ อาจเป็นผัดเต้าหู้ ลาซานญาเห็ด ผัดมะเขือยาว ซุปเห็ดหรือซุปถั่ว
มะเขือเทศ มีไลโคปีนหรือสารต้านอนุมูลอิสระทรงพลังที่ช่วยต้านเซลล์มะเร็ง ไลโคปีนดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งจากมะเขือเทศดิบและสุกทั้งยังช่วย ป้องกันโรคหัวใจและลดระดับคอเลสเตอรอลได้
การควบคุมน้ำหนัก
รักษาน้ำหนักให้คงที่เสมอ ถ้าน้ำหนักเพิ่มขึ้นหลังการรักษามะเร็ง ให้รีบลดน้ำหนักทันที แต่ต้องไม่เกินสัปดาห์ละ 1 กิโลกรัม ควรกินเมื่อหิว และกินแค่พอใช้พลังงานทำกิจกรรม แต่ละวัน ถ้าเบื่อหรือเหงาก็จะหันไปทำกิจกรรมอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการกิน เช่น คุยกับเพื่อนหรือเดินเล่น ไม่อดอาหาร เพราะยิ่งจะทำให้กินจุมากขึ้นในมื้อถัดไป
การออกกำลังกาย
ออกกำลังกายต่อเนื่องอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน ก่อนจะเริ่มโปรแกรมออกกำลังกายแต่ละครั้งต้องได้รับอนุญาตจากแพทย์ก่อน
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ดื่มแต่พอประมาณ นั่นหมายถึงตามมาตรฐานที่ว่า วันละแก้วสำหรับผู้หญิง สองแก้วสำหรับผู้ชาย

การเตรียมอาหารและความปลอดภัย
หลีกเลี่ยงอาหารขยะเท่าที่จะเลี่ยงได้เพื่อป้องกันโรคภัยที่อาจมากับการกิน เพราะผู้ป่วยมะเร็งนั้นมีความเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนได้สูง
แยกเขียงสำหรับเนื้อสด ปลา หรือสัตว์ปีก เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อน
ใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิอาหารเพื่อดูว่ามันสุกดีหรือยัง
ไม่กินอาหารที่ไหม้หรือเกรียม เมื่อจะปิ้งย่างให้นำเนื้อไปหมักกับซอสเสียก่อนและไม่ให้อาหารสัมผัสกับเปลวไฟโดยตรง
การพบแพทย์
ตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อหาความเสี่ยงการกลับมาเป็นซ้ำ รวมทั้งความเสี่ยงเกิดโรคเรื้อรังอื่น ๆ
ปรึกษาแพทย์ถึงรูปแบบการดูแลตนเองที่เหมาะสม
ข้อมูลเพิ่มเติมคลิก : สมาคมมะเร็งแห่งอเมริกา www.cancer.org
ช่วยด้วยตะคริวกิน

การเป็นตะคริวไม่มีอันตรายถึงชีวิต เว้นแต่เป็นตะคริวระหว่างว่ายน้ำ หรือขับรถ แต่ทางที่ดีควรรู้จักและรู้วิธีป้องกันไว้เพื่อความปลอดภัย
นานาสาเหตุของตะคริว
สาเหตุการเกิดตะคริวยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าเมื่อร่างกายขาดน้ำ หรือออกแรงมากเกินไป ก็มักจะเกิดตะคริว เพราะทำให้เกลือแร่ในร่างกายผิดปกติ ส่งผลให้เซลล์ทำงานผิดปกติตามไปด้วย โดยการปรวนแปรของเกลือแร่เกิดขึ้นได้เพราะร่างกายมีปริมาณเกลือแร่น้อยเกินไปหรือมากเกินไป ซึ่งเกลือแร่ที่ส่งผลต่อการเป็นตะคริวก็ได้แก่ โซเดียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม
รวมถึงยังพบว่า การไม่ขยับเขยื้อนร่างกายเป็นเวลานานๆ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งอยู่กับที่ หรือการนอนอยู่บนเตียง ก็ทำให้เป็นตะคริวได้เช่นกัน
นอกจากนี้โรคบางอย่างก็อาจทำให้เป็นตะคริวได้ เช่น เบาหวาน พาร์กินสัน ไทรอยด์ ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ โลหิตจาง โรคในระบบต่อมไร้ท่อ และยาบางชนิด ยกตัวอย่างเช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดไขมันในเลือด ยาลดความดันโลหิตบางชนิด เป็นต้น
ตะคริวที่มักพบในผู้สูงอายุ
หลักๆ จะมีด้วยกัน 3 ชนิด ได้แก่
ตะคริวขา
ซึ่งเป็นตะคริวที่เกิดขึ้นบ่อยๆ โดยยังไม่รู้สาเหตุแน่ชัด แต่พบว่ากล้ามเนื้อบริเวณลำขามีการหดตัวอย่างแรงและทันที มักเป็นช่วงสั้นๆ คือไม่ถึง 1 นาทีอาการก็หายไป ยกเว้นบางทีที่อาจจะเป็นอยู่หลายนาทีได้เหมือนกัน ตะคริวขามักเกิดระหว่างการออกกำลังกายทั่วๆ ไป ซึ่งผู้ที่มีน้ำหนักมากยิ่งมีโอกาสการเป็นตะคริวขาสูง
ตะคริวแดด
มักเกิดกับผู้ที่เสียเหงื่อมากๆ เช่น ผู้ที่อยู่ท่ามกลางอากาศร้อน (มักเป็นในช่วง 2-3 วันแรก สำหรับผู้ที่เริ่มทำงานกลางแจ้ง โดยไม่เคยทำมาก่อน) หรือผู้ที่ออกกำลังกายหนักๆ โดยอาจเกิดขึ้นในระหว่างออกกำลังกาย หรือหลังจากออกกำลังกายเสร็จแล้ว 2-3 ชั่วโมงก็ได้ ตะคริวมักเกิดบริเวณน่อง ต้นขา และไหล่ สามารถป้องกันได้โดยการได้รับเกลือแร่ที่เพียงพอ จากอาหารหรือน้ำดื่มเกลือ แต่ไม่ควรรับประทานเกลืออัดเม็ด เพราะอาจระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน
ตะคริวกลางคืน
แน่นอนว่ามักเกิดขึ้นในเวลากลางคืนขณะนอนหลับ โดยมีโอกาสเกิดขึ้นบริเวณหลังเท้าได้ด้วย อาการตะคริวจะกินเวลา 2-3 วินาที แต่บางรายอาจกินเวลานานกว่านั้น เช่น เป็นนานถึง 10 นาที ซึ่งในกรณีนี้จะมีอาการปวดด้วย ส่วนสาเหตุก็ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่พบว่าการใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป การยืนหรือนั่งนานๆ ภาวะร่างกายขาดน้ำ รวมถึงการวางขาที่ไม่เหมาะสมระหว่างนั่งก็ทำให้เกิดตะคริวขาระหว่างนอนได้ นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน พาร์กินสัน ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โลหิตจาง ไทรอยด์ โรคเกี่ยวกับระบบต่อมไร้ท่อ ก็อาจทำให้เป็นตะคริวขาตอนกลางคืนได้เช่นกัน แต่พบน้อย โดยอาการจะดีขึ้นหากได้เดินหรือเคลื่อนไหว

10 วิธีป้องกันตะคริว
ผู้สูงอายุสามารถป้องกันตะคริวไม่ให้เกิดขึ้นได้ ดังนี้
1. ดื่มน้ำ 6-8 แก้วทุกวัน เพื่อป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำ ซึ่งนำไปสู่การเป็นตะคริว
2. ยืด เหยียดขาระหว่างวัน และเวลากลางคืน
3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะตะคริวมักเกิดกับผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายและผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ โดยอาจออกกำลังกายเบาๆ ที่ได้ขยับขาประมาณ 2-3 นาทีก่อนนอน เช่น การปั่นจักรยาน
4. เวลาห่มผ้าอย่าให้ผ้าตึงเกินไป ควรห่มแบบหลวมๆ ไว้ ผ้าห่มจะได้ไม่ไปกดขาและเท้า ซึ่งส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงขาไม่สะดวก
5. ระหว่างออกกำลังกายควรดื่มน้ำและเกลือแร่ทดแทนให้เพียงพอ
6. ควรพักผ่อนให้เพียงพอ
7. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เช่น ปลา เต้าหู้ หรืออาหารที่มีแมกนีเซียม เป็นต้น
8. ฝึกยืดกล้ามเนื้อบ่อยๆ เช่น หากต้องการป้องกันตะคริวที่น่องให้กระดกเท้าขึ้นลง หรือเอาปลายนิ้วมือแตะปลายเท้า
9. หลีกเลี่ยงอากาศเย็น เพราะจะยิ่งทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง
10. สวมรองเท้าที่เหมาะสมและอาจใส่ถุงเท้าตอนนอนเพื่อป้องกันการเกร็งเท้า
ทำอย่างไรเมื่อตะคริวมาเยือน
เมื่อเป็นตะคริวแล้ว วิธีปัดเป่าให้ตะคริวหายไปอาจทำได้โดย
1. เดินหรือขยับขา
2. เหยียดขาไปตรงๆ และกระดกเท้าให้ปลายเท้าหันเข้าหาลำตัว ห้ามกระตุกหรือกระชากอย่างรุนแรงและเร็ว เพราะกล้ามเนื้ออาจจะฉีกขาดได้หรือทำให้เจ็บ หรืออาจจะดึงนิ้วเท้าเข้าหาลำตัว (คล้ายการหักนิ้ว) โดยอาจจะทำจนกระทั่งตะคริวหายไป
3. อาบน้ำอุ่น ซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว
ท่าออกกำลังกายคลายตะคริว
ท่าออกกำลังกายไม้ตายที่จะช่วยบำบัดตะคริวกินขาตอนกลางคืน สามารถทำได้ที่บ้านทุกวัน โดยมีวิธีการ ง่ายๆ ดังนี้
1. เริ่มจากให้ยืนห่างจากฝาผนัง โดยให้ฝ่ามือสามารถแตะผนังได้อย่างสุดแขน
2. ระหว่างที่ยืน เอาฝ่ามือแปะลงบนผนัง จากนั้นค่อยๆ เคลื่อนฝ่ามือทั้งสองข้างไต่ผนังให้สูงขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าน่องและแขนตึง จากนั้นค้างไว้ 30 วินาที
3. ทำซ้ำประมาณ 2-3 ครั้ง
5 อาการ(โรค) สุดอายที่หญิงไม่อยากเป็น!

อาการ5อย่างที่ผู้หญิงถ้าเป็นแล้วจะอายมาก แต่ไม่ต้องกังวล มีวีธีป้องกันได้
1. เชื้อราในช่องคลอด
ตรวจภายในกับสูตินรีแพทย์ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆเหมือนไปหาแพทย์ผิวหนังเพื่อรักษาสิว และยังมีอาการคันแปลกๆที่ถ้าใครรู้จะคิดว่าเราเป็นผู้หญิงไม่รักษาความสะอาดหรือเปล่า?
ไม่ต้องอาย : คุณมีเพื่อน!!ผู้หญิงไทย 1 ใน 10 คน รู้รสอาการคันนี้มาแล้ว และคนที่มีโอกาสเป็นมากคือ คนที่รักษาความสะอาดมากที่สุด (พอๆกับคนที่สกปรกที่สุด)
อาการ :”คัน” คืออาการแรกที่รู้สึกได้และจะรู้สึกมากขึ้น บ่อยขึ้น ไม่เลือกเวลา จนทนไม่ไหวต้องไปหาหมอ มีตกขาวเหมือนผงแป้งในช่องคลอด หรือปากช่องคลอด ฉี่แสบขัด ช่องคลอดแดง แสบและแห้ง
ต้นเหตุของอาการ ”จิมมี่รา”มาจากเชื้อราแถวจุดซ่อนเร้ ที่ชอบความอับชื้น ถ้ายิ่งรัด ยิ่งอับ เชื้อราจะมาได้ง่าย แต่ถ้าสะอาดเกินไปล้างทุกครั้งใช้น้ำยาทำความสะอาด”น้องสาว”ตลอดเวลา เชื้อโรคดีดีในช่องคลอดก็ถูกทำลาย ไม่มีอาวุธต่อสู้กับเชื้อรา ก็เป็นได้เหมือนกัน
ดูแลตัวเอง
Don’t
1.หมกชุดชั้นในนานแล้วค่อยซักครั้งหนึ่ง เชื้อราจะเกิดได้ง่ายเพราะชื้นและอาจมีคราบแป้งตกขาวติดอยู่ที่ชั้นใน
2.นุ่งกางเกงรัดๆหรือนุ่งสเตย์รัดๆ
3.ตากชั้นใน ผ้าเช็ดตัวในห้องน้ำ
4.ใช้สายฉีดน้ำชำระล้างจุดซ่อนเร้น
5.กินยาฆ่าเชื้อหรือแก้อักเสบบ่อยๆ
Dos
1. ถ้าเริ่มรู้สึกคันๆ ผิดปกติ ให้ทานโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวให้มากๆเข้าไว้ “แลคดตบาซิลลัส” ช่วยคุณได้
2. พักผ่อนให้พอ ไม่เครียด ทำร่างกายให้แข็งแรง จะได้มีภูมิต้านทานอยู่เสมอ
3. ทำความสะอาด “น้องสาว” ด้วยน้ำสะอาด และเช็ดให้แห้งก็พอ
4. ใส่ชั้นในเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าที่ระบายอากาศได้ดี
บางวันอาจจะใส่เป็นสลิปหรือซับในที่เป็นกางเกงแทนบิกินี หรือกางเกงในบ้าง
S.O.S. ถ้าเป็นผื่นแดงๆหรือเป็นขุย ตามง่ามขาหรือขาหนีบ ให้ใช้ครีมที่รักษาเชื้อรา เช่น คาเนสเทนทาวันละ 1-2 ครั้ง (ใช้ทาเฉพาะภายนอก) แต่ถ้าคันในช่องคลอดหนักมาก ต้องใช้ยาเหน็บช่องคลอด เช่น คาเนสเทน วีอาร์ ซึ่งควรให้แพทย์สั่ง เพื่อการรักษาที่ได้ผลเต็มที่และไม่ดื้อยา
2. เริม
“ไปทำอะไรมาล่ะ?” นี่คือความคิดของคนอื่นเมื่อรู้ว่าเราเป็นเริม เพราะแค่จามหรือหายใจรดกัน คงไม่ทำให้เป็นเริมได้ เป็นเริมในร่มผ้ายังพอปิดกันได้ แต่เวลาที่เป็นเริมที่ริมฝีปาก จะหลบหน้าใครเขาได้
ไม่ต้องอาย : เริมเป็นโรคติดต่อทางผิวหนัง เกิดจากเชื้อไวรัส อาจติดมาจากใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกันก็ได้ และเริมที่ปากกับอวัยวะเพศมาจากเชื้อคนละตัวกัน (แต่เดี๋ยวนี้เริ่มมาจากเชื้อตัวเดียวกัน เมื่อปากทำงานต่ำลง) สาวโสดก็เป็นได้ ถ้าเริ่มจากเป็นเริมที่ปากแล้วเผลอเอามือไปจับ แล้วไปเกาถึงข้างล่าง
อาการ : มีตุ่มน้ำใสๆ 2-3 ตุ่มขึ้นรวมกันเป็นกระจุก เจ็บๆคันๆ ถ้าตุ่มแตกจะปวดแสบปวดร้อน เป็นครั้งแรกอาจจะมีไข้ผสมด้วย “เริมเป็นแล้วไม่หายขาด จะกลับมาเมื่อร่างกายอ่อนแอ”
ดูแลตัวเอง
Dos
1. อย่าเครียด รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
2. นอนหลับพักผ่อนให้พอ โอกาสติดเชื้อไว้รัสจะน้อยลง
3. ใส่เสื้อผ้าโปร่งสบาย เริมชอบความอับชื้นและร้อน เพราะไวรัสเติบโตได้ง่าย
4. ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ
5. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเซ็กซ์
Don’t
1. หยุดดื่มเหล้า เบียร์ สำหรับคนที่เคยเป็นแล้ว ถ้าดื่มหนักมากไป เริมจะกลับมาเยี่ยมอีก
2. ใช้เสื้อผ้า ใช้แก้วน้ำร่วมกับคนอื่น
S.O.S. รักษาตามอาการ เช่นถ้าปวด ก็กินยาแก้ปวด และกินยาป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย
ถ้าใครปวดมากๆแนะนำให้นั่งแช่น้ำอุ่นในกะละมัง ครั้งละ 10-15 นาที วันละ 2-3 ครั้ง หรือทายากลุ่ม acyclovir Zovirax, Vilerm เป็นต้น ส่วนยากินเหมาะกับคนที่เป็นซ้ำบ่อยๆ คือ Zovirax หรือ Valtrex ควรให้แพทย์เฉพาะทางเป็นคนจ่ายยา
3. ริดสีดวง
ถ้าไม่เป็นจะไม่เข้าใจคำว่า “ลมมันเย็น” ได้เลย ถ้าเทียบความอายแล้วอาจจะน้อยกว่าเจ็บ เพราะเวลาที่ความเจ็บมากขึ้น ความอายจะเท่ากับศูนย์
ไม่ต้องอาย :เชื่อหรือไม่? ทุกคนมีสิทธิ์เป็นได้ทั้งนั้นเพราะทุกคนมีเนื้อเยื่อริดสีดวง!!
อาการ :บางคนถ่ายออกมาเป็นเลือดสดหลังถ่ายหนัก บางคนเลือดไม่ออก แต่นั่งไม่ลงเพราะมี “หัวริดสีดวง” ยื่นออกมาข้างนอก (ริดสีดวงภายนอก)หรือบางคนอาจจะเจ็บอยู่ข้างใน (ริดสีดวงภายใน) ซึ่งเกิดจากความดันในหลอดเลือดดำบริเวณประตูหลังเพิ่มมากขึ้นจนโป่งพอง กลายออกมาเป็น “หัวริดสีดวง” อาจจะมาจากท้องผูก ถ่ายท้องบ่อย (ทำให้ต้องเบ่งบ่อยๆ)นั่งถ่าย และถ้าหนักมากขึ้นผนังหลอดเลือดจะแตกปริ ทำให้เกิดแผลและเลือดออกและอาจจะหายหลับเป็นปกติได้เมื่อหายอักเสบแล้ว
ดูแลตัวเอง
Dos
1. ทานผัก ผลไม้และดื่มน้ำเยอะๆ ป้องกันท้องผูก
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลำไส้จะทำงานได้ดีขึ้น
Don’t
1. อย่านั่งนานๆ ยืนนานๆ
2. ใส่กางเกงหรือกางเกงชั้นในรัดเกินไป
S.O.S. นั่งแช่น้ำอุ่นวันละ 5-10 นาที วันละ 2-3 ครั้งจะช่วยลดความเจ็บปวดและช่วยให้หัวริดสีดวงยุบลงได้ จากนั้นไปซื้อยาทา เช่น Protosedyl หรือ Anusal ประมาณ 7-10 วัน จะช่วยให้ยุบลงและถ้าไปหาหมออาจจะสั่งให้กินยาให้หลอดเลือดแข็งแรงร่วมด้วย เช่น Daflon
4. ปากเหม็น..เท้าเหม็น..มีกลิ่นตัว
สิ่งที่ลำบากที่สุดเมื่อตกอยู่ในอาการนี้คือ แค่นั่งเฉยๆ กลิ่นก็ยังฟ้อง หน้าตาสวยแค่ไหน ก็กลบกลิ่นไม่ได้
ไม่ต้องอาย : ยอมรับความจริงแล้วเริ่มต้นรักษาดีกว่า
อาการ : กลิ่นปากอาจจะเกิดฟันผุ ต่อมทอนซินอักเสบ กลิ่นตัวมาจากต่อมเหงื่อทำงานมากผิดปกติ ทำให้มีแบคทีเรียสะสม จนมีกลิ่นออกมา คนที่กลิ่นเท้าแรงๆอาจจะมีแบคทีเรียอยู่ตามง่ามนิ้วเท้าหรือฝ่าเท้าได้
ดูแลตัวเอง
Dos
กลิ่นปาก
1. พกน้ำยาบ้วนปากเป็นประจำ แปรงฟันบ่อยๆและตรวจฟันสม่ำเสมอ
2. เลี่ยงอาหารที่มีรสจัด กลิ่นแรง
กลิ่นตัว
1. อาบน้ำฟอกสบู่ที่ผสมตัวยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น สบู่ผสมเฮกซ่าคลอโรฟิน หรือ ผสมเฮกคลอเฮกซีติน
2. ใส่เสื้อผ้าบางๆโปร่งๆ ไม่ใส่เสื้อผ้าซ้ำ
กลิ่นเท้า
1. ทำความสะอาดรองเท้าบ่อยๆ ใช้แผ่นรองระบายอากาศในรองเท้า เอารองเท้าไปตากแดด
2. เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน และรอให้เท้าแห้งก่อนใส่ถุงเท้า
3. ใส่รองเท้าให้ถูกขนาด ป้องกันเล็บขบ
4. ขัดเท้า ตัดเล็บให้สะอาดอยู่เสมอ (ไม่ปล่อยให้มีขี้เล็บติดค้างอยู่ในเล็บ)
5. ใช้สเปรย์ดับกลิ่น หรือแป้งลดเหงื่อเท้า
6. ลองใช้ยาที่รักษาสิว พวกเบนซอย เพอริออกไซด์ มาทาที่ฝ่าเท้าดู จะช่วยลดแบคทีเรีย
5. นอนกรน
อาการนี้จะลดระดับความอายลงไปเรื่อยๆถ้าได้อยู่กับคนสนิท หรือแทบเป็นศูนย์เมื่อนอนคนเดียว แต่ลองคิดถึงคืนแรกที่คุณต้องนอนร่วมเตียงกับผู้ชายในฝันที่อยากฝากชีวิตไว้กับเขาตลอดไปสิ เช้าวันต่อมาจะเป็นอย่างไร..และที่ร้ายที่สุด เวลานั้นมันบังคับตัวเองไม่ได้จริงๆ
ไม่ต้องอาย : ความลับนี้จะรู้เฉพาะคนที่นอนกับเราเท่านั้นล่ะ
อาการ : เสียงหายใจดังๆ เวลาหลับ ทำให้ผู้หญิงหน้าตาสวยงาม สามารถกลายเป็นหัวจักรรถไฟหรือโรงสีข้าวได้เพียงเธอหลับตา
ดูแลตัวเอง
Dos
1. นอนตะแคงจะช่วยให้หายใจได้ดีขึ้น ลองใช้หมอนลูกเล้กรองหลังไว้ไม่ให้พลิกตัวตอนหลับ
2. ลดน้ำหนักลง คนอ้วนจะมีไขมันและมีน้ำหนักกดทับลงบนเนื้อเยื่อคอมาก ทำให้หายใจไม่สะดวก
3. ตื่นก่อน นอนทีหลังคนอื่นเข้าไว้ เพื่อความสุขของคนรอบข้าง
ยิมนาสติกต้านชรา ยิ่งโดด ประโยชน์ยิ่งเด้ง
“ยิมนาสติกต้านชรา” กำลังเป็นที่นิยมยอดฮิตในหมู่ชาวเมืองโลซานน์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์
จากงานวิจัยด้านเวชศาสตร์อายุรวัฒน์ที่ ดร.กรุณา นนทรักส์ นิสิตปริญญาเอกจุฬาฯ ที่ นพ.กฤษดาเป็นที่ปรึกษาอยู่นั้น ได้ริเริ่มทำขึ้นมาในชมรมผู้สูงอายุที่วัดธาตุทองจนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี จึงได้นำพางานวิจัยนี้ออกสู่สากล เพราะเห็นหนทางว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อไปได้ในวงกว้าง เพราะถ้าเป็นประโยชน์กับคนไทยได้ ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับชาวโลกได้เหมือนกัน
นพ.กฤษดา เพิ่งกลับมาจากงาน “ยิมนาสตราด้าโลก (World Gymnaestrada 2011)” ที่เปรียบเสมือนโอลิมปิกแห่งยิมนาสติก Ruby888 โดยครั้งนี้จัดที่เมืองโลซานน์ จึงนำความรู้ทางด้านวิชาการมาดัดแปลงเป็นภาษาบ้านๆ อ่านง่ายๆ ที่ว่าด้วยเรื่องของ “ยิมนาสติกต้านชราอายุรวัฒน์”

1. ฝึกยืน เป็นพื้นฐานแรก เพราะจะออกยิมได้ต้อง “ยืนแข็ง” เสียก่อนเหมือนการตั้งไข่ วิธียืนต้านชราคือให้รู้สึกเสมือนว่ามีเชือกโยงจากปลายจมูกเราขึ้นไปถึงท้องฟ้าแล้วเวลายืนให้หน้าตั้งตัวตรงแขม่วพุง เก็บก้น Ruby888 อยู่ในท่านี้ตลอดเวลาจนเป็นนิสัย
2. ฝึกนั่ง ท่านั่งบนเก้าอี้เป็นที่สำคัญ ขออย่านั่งตัวห่อไหล่หุบตามสบายบ่อยนักเพราะมักทำให้กระดูกผิดรูปไปกองรวมกัน และการนั่งไขว่ห้างเป็นประจำก็ไม่ดี เพราะจะทำให้ขาใหญ่ได้ ขอให้นั่งตัวตรงเช่นกัน หัวไหล่อยู่ในแนวเดียวกับเอว ไม่แอ่นหรือหงายเกินไปนัก นั่งไม่จมกับเก้าอี้ และมีคอที่ตั้งตรงอยู่เสมอ
3. ฝึกนอน ถ้านอนผิด จะส่งผลต่อสุขภาพช่วงกลางวันมาก อยากให้นอนหงาย ถ้าน้ำหนักตัวไม่มากเกิน 50 กิโลกรัมRuby888 แต่ถ้ามากนักให้นอนตะแคงจะได้ไม่เกิดหยุดหายใจขณะหลับ คนที่นอนหงายอาจหาหมอนสักใบมาหนุนใต้ท้องขาอ่อน ส่วนคนที่นอนตะแคง ขอให้นอนกอดหมอนข้างไว้จะได้ไม่ปวดหลัง

4. ฝึกหมุน ตอนนี้เรากำลังเริ่มเข้าสู่ “เบสิกของยิมนาสติก” แล้วนั่นคือความคล่องตัว (Agility) ที่ควรมี ถ้าให้ดีต้องมี ”ตัวช่วย” คือริบบิ้นยาวสัก 1 หลา หรือกระดาษทิชชูม้วนขนาดยาวพอกัน แล้วใช้มันหมุนตัวไม่ให้ปลายตกสัมผัสพื้น ค่อยๆ ทำ อย่าฝืน ถ้ามึนหัวให้หยุด สำคัญสุดคือร่างกายต้องพร้อม ต่อจากนั้นอาจ “จัดเต็ม” ด้วยการกระโดดไปด้วยตามสไตล์ยิมนาสติกลีลา
5. ฝึกเลี้ยง (ลูก) อุปกรณ์ยิมนาสติกอีกอย่างคือ ”ลูกบอล” ถ้าตอนนี้ไม่มีท่าที่รักอาจใช้ “กระดาษหนังสือพิมพ์” ขยำรวมกันเป็นก้อนเหมือนบอลกระดาษ แล้วเอามาหมุนผ่านตัว Ruby888 โดยอ้อมข้างหลังเพื่อเพิ่มความคล่องของกล้ามเนื้อและสายตา และอีกท่าคือนั่งเก้าอี้ โดยมีบอลกระดาษนี้เลี้ยงอยู่ใต้เก้าอี้ขึ้น-ลงก็ได้
จะเห็นว่าการออกกำลังต้านชราด้วยยิมนาสติกมีการใช้ประสาทสัมผัสแบบรวมหลายส่วน เช่น ประสาทตา, สมอง, หัวใจ, Ruby888 กระดูกและข้อต่อมาผสานกัน เปรียบได้กับปริญญาเอกของการเอ็กเซอร์ไซส์ทีเดียว และที่เกี่ยวข้องที่สุดคือการ “ฝึกใจ” ไปด้วยนั่นเอง … ว่าแล้วก็มาขยับร่างกายกันดีกว่า